Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web
ถาม-ตอบ ๑


(๘) ชื่อ -jeranai
อีเมล์ -jkhantipongse@hotmail.com
คำถาม- คนเราเกิดมาทำดีกับทำไม่ดี ตายไปแล้วต่างกันอย่างไรคะ

คำตอบ-พุทธศาสนาไม่สอนเรื่องภายหลังจากตายไปแล้ว เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน และไม่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ แต่พุทธศาสนาจะสอนว่าการทำความดีและละเว้นความชั่วนั้นจะดีที่สุด ถึงแม้ว่าโลกหน้าจะมีหรือไม่ก็ตาม และบาปบุญจะมีหรือไม่ก็ตาม เพราะถึงโลกหน้าจะมีเราก็ต้องได้รับผลดีและไม่ได้รับผลชั่วในโลกหน้านั้น เพราะเราทำแต่ความดี ไม่ทำความชั่วเอาไว้ในโลกนี้ แต่ถึงโลกหน้าจะไม่มี เราก็เป็นสุขและไม่เดือดร้อนในโลกนี้ เพราะทำเราแต่ความดีไม่ทำความชั่ว เราจึงไม่มีเวรกับใครและมีความสุขกับความดีที่ทำในปัจจุบันได้ ซึ่งนี่คือความอุ่นใจสำหรับผู้ที่ทำความดี ไม่ทำความชั่ว ไม่ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไรก็ตาม ดังนั้นปัญหาที่ว่าตายไปแล้วจะเป็นอย่างไรจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ว่าจะทำดี หรือทำชั่วต่างหาก


(๗) ชื่อ -aurapin
อีเมล์ -aurapin91@chaiyoo.com
คำถาม- ในคนเดียวกัน จะพิจารณาธรรมเพื่อให้เกิดสงบเป็นสมาธิ ซึ่งปกติพิจารณาแล้วสงบเป็นสมาธิได้หลายวิธี อยากทราบว่า แต่ละครั้งจะเลือกเอาวิธีใหนก็ได้ หรือ เปลี่ยนไปเปลียนมาจะได้หรือไม่ ? เพราะผู้ปฏิบัติมักจะเปลี่ยนการพิจารณา แต่ก็สงบได้ ไม่ทราบจะผิด หรือ ถูก

คำตอบ-ในการปฏิบัติจะเลือกวิธีใดก็ได้ และเมื่อไรก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ปฏิบัติได้ไม่มีผิด เพราะขึ้นอยู่กับ อารมณ์ของผู้ปฏิบัติ ถ้าเราปฏิบัติถูกโฉลกกับวิธีใดและเมื่อไร จิตของเราก็จะสงบได้ง่าย ให้สังเกตุดู


(๖) ชื่อ -aurapin
อีเมล์ -aurapin91@chaiyoo.com
คำถาม-ขออธิบายความทุกข์ของกายและจิต

คำตอบ-ความทุกข์นั้นก็มีแต่จิตเท่านั้นที่รับรู้ แต่แยกออกมาเป็นกายกับจิตก็เพราะว่าถ้ามันเกิดจากร่างกายก็เรียกว่าทุกข์ของกาย เช่น เจ็บ ปวด หรือร้อน หนาว เป็นต้น ซึ่งไม่สำคัญอะไร แต่ถ้ามันเกิดจากจิตโดยตรงก็เรียกว่าทุกข์ของจิต เช่น ทุกข์ใจ เสียใจ เศร้าใจ หรือทรมานใจ เป็นต้น ซึ่งสำคัญกว่า
(๕) ชื่อ -srs
อีเมล์ -
คำถาม- ความเพียรกับปัญญาจะไปไม่พร้อมกัน เช่น ปัญญาเกิดไตร่ตรองเกือบเป็นวิจิกิจฉาความเพียรและสมาธิก็ตก เหมือนกับเริ่มต้นใหม่

คำตอบ- อันนี้ต้องใช้สติมาคอยกำกับเพื่อไม่ให้เป็นวิจิกิจฉา ที่สำคัญต้องมีสัมมาทิฎฐิจึงจะแก้วิจิกิจฉาได้


(๔) ชื่อ -talk
อีเมล์-talky7_7@thaimail.com
คำถาม- ผมอยากทราบว่า ความสุขที่เกิดจากสมาธิ จะมีความรู้สึกเป็นอย่างไร

คำตอบ- อันนี้ถ้าอยากรู้แจ้งเห็นจริงก็ต้องลองฝึกดูจนเกิดขึ้นแก่ตนเองจริงๆจึงจะรู้จัก แต่ถ้าจะพูดก็ต้องพูดว่ามันเป็นความรู้สึกสุขที่สงบนิ่ง ไม่โลดโผนตื่นเต้นเหมือนกับความสุขอย่างที่เราเคยพบกันมาก่อน


(๓) ชื่อ -พรพรรณ
อีเมล์ - pberger8@hotmail.com
คำถาม- ดิฉันอยากจะปรึกษาท่านเรื่องการทำสมาธิดิฉันมี่ความสนใจในเรื่องการทำสมาธิเป็นอย่างมากค่ะและได้พยายามฝึกทำเองตามที่ท่านผู้รู้หลายๆท่านได้แนะนำทางอินเตอร์เน็ต แต่ก็ไม่เป็นผลสักทีสำคัญตรงที่ใจดิฉันไม่ค่อยนิ่งค่ะ ดิฉันหวังว่าคงจะได้รับความกรุณาจากท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

คำตอบ- วิธีการฝึกสมาธิจะอยู่ที่<การฝึกสมาธิตามหลักอานาปานสติ >ของเวบไซต์นี้(www.whatami.8m.com )ให้คลิกไปแล้วอ่านให้เข้าใจ ซึ่งการฝึกสมาธิก็เหมือนการฝึกสัตว์ม้าป่าผยศ ซึ่งฝึกยากที่สุด จะให้นิ่งง่ายๆนั้นทำได้ยาก เพราะจิตของเรามันเคยชินอยู่กับการฟุ้งซ่าน ไม่สงบมานมนานแล้ว จึงต้องอาศัยทั้งความอดทน และเวลา รวมทั้งยังต้องเสียสละสิ่งที่จะมาทำให้จิตใจไม่สงบอีกด้วย เช่นพวกสิ่งเริงรมย์ทั้งหลาย ซึ่งปัญญาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าขาดปัญญาก็เหมือนกับดำน้ำงมเข็มในสระใหญ่ ดังนั้นจึงควรศึกษาหลักพุทธศาสนาให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเสียก่อน จึงจะรู้จักวิธีการทำให้จิตสงบด้วยตนเอง(อ่านจาก หนังสือพุทธศาสนาในฐานะวิทยาศาสตร์ ของเวบไซต์นี้)


(๒) ชื่อ- [windows-874]
อีเมล์ - mi3andma2@hotmail.com
คำถาม -นิทานชาดกหมายความว่าอะไร?

คำตอบ- คำว่า ชาดก หมายถึง เรื่องราวในอตีดของพระพุทธเจ้า ที่มีมาในอตีด นิทานชาดกก็หมายถึงเรื่องเล่าอตีดของพระพุทธเจ้า ซึ่งจริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าเรื่องเล่าทั้งหลายนั้นมีจริงหรือไม่? หรือใครแต่งขึ้น? ซึ่งจุดนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่ามีสาระอะไรในนิทานชาดกในแต่ละเรื่อง คือถ้าจะสอนหลักธรรมล้วนๆคนทั่วๆไปที่ไม่ค่อยสนใจก็เบื่อและลืมง่าย แต่ถ้าเล่าเป็นเรื่องเป็นราวให้น่าฟัง และสอดแทรกธรรมะลงไปด้วยคนก็จะสนใจฟัง และซึมซับเอาธรรมะเข้าไปด้วยโดยไม่รู้ตัว(แม้นิดหน่อย) รวมทั้งยังจะไม่ลืมง่าย ๆ ซึ่งนี่คือความดีงามของนิทานชาดกที่ควรอนุรักษณ์เอาไว้


(๑) ชื่อ --Nan
อีเมล ์--nan2529@hotmail.com
คำถาม --"เกิดเป็นคนควรพยายามจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ" หมายความว่าอย่างไร? และบาลีอ่านว่าอย่างไร?

คำตอบ-- วายเมเถว ปุริโส ยาวุ อตฺถสฺส นิปฺปทา แปลว่า บุรุษพึงพยายามไปจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ คือจะหมายถึงว่าเมื่อเราจะทำสิ่งใดก็ควรทำไปจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ หรืออีกนัยหนึ่งก็หมายถึงว่าอย่าท้อแท้ล้มเลิกกลางครัน.ทำไม? ก็เพราะคนที่ทำอะไรแล้วล้มเลิกกลางครันจะทำให้ติดนิสัยเป็นคนทำอะไรไม่จริงจัง ไม่มั่นคงหนักแน่น ท้อแท้ไม่อดทน อันจะทำให้ชีวิตไม่เจริญ ส่วนคนที่มีความพยายามกระทำไปเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ประสบผลสำเร็จก็ไม่หยุดนั้น จะทำให้เป็นคนมีประสบการณ์ อดทน หนักแน่น มีปัญญา มีจิตใจแน่วแน่มั่นคง ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติที่จะนำไปสู่ความเจริญหรือสู่จุดหมายได้

แต่อย่าลืมว่าพุทธศาสนาสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อและความเพียร (ความพยายาม) ถ้าพยายามทำชั่ว หรือพยายามแต่ทำไปด้วยความโง่(ไม่ใช้ปัญญาพิาจรณาใตร่ตรอง)ไม่จัดว่าเป็นหลักของพุทธศาสนา คือพุทธศาสนาไม่สอนให้มีศรัทธา(ความเชื่อถือ)โดยไม่ใช้ปัญญา และไม่สอนให้ทำอะไรโดยขาดการพิจารณาใตร่ตรอง

 


|กลับไปดูคำถาม-คำตอบล่าสุด ||ไปดูคำถามทั้งหมด ||ไปถามปัญหาใหม่|