Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web
ถาม-ตอบ ๗


(๔๖) ชื่อ อรพินท์
อีเมล์ -
คำถาม-ได้กำหนดที่กายลม คือ ดูลมหายใจเข้า-ออก ทำให้รู้สึกมีความสุข
ความรู้สึกนี้เป็นสุขเวทนา และสุขเวทนานี้ปรุงแต่งจิต เพราะเห็นจิตรู้สึกสุข การเห็นการเกิดของกาย(กายลม)
เวทนา จิต อันนี้เป็นธรรม ใช่หรือไม่
ขอความกรุณาช่วยขยายคำอธิบายในการปฏิบัติที่ถูกต้องให้ด้วยค่ะ

คำตอบ-(๑๖ ม.ค.๒๕๔๙)คำว่าธรรมของสติปัฏฐานนี้ก็หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายและจิตใจของเรา เช่น การเกิดและดับ การเกิดทุกข์ การดับทุกข์ การเกิดกิเลส เกิดสังโยชน์ ความหลุดพ้น เป็นต้น และธรรมที่สำคัญก็คือไตรลักษณ์ หรือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตาของสิ่งต่างๆที่เรากำหนดอยู่ ดังนั้นการเห็นการเกิดรวมทั้งเห็นการดับของกาย เวทนา จิต จึงจัดเป็นธรรมเพราะการเห็นการเกิดและดับนี้ก็คือการเห็นความไม่เที่ยง เมื่อมองเห็นความไม่เที่ยงแล้วก็จะมองเห็นความที่ว่ามันเป็นทุกข์(ต้องทน) และเมื่องมองเห็นความเป็นทุกข์แล้วก็จะมองเห็นความที่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงได้ตามมา ซึ่งนี่ก็คือปัญญาในขั้นความเห็นแจ้งที่จะทำให้จิตเกิดความหลุดพ้น(แม้ชั่วคราว)ได้ ซึ่งคุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเข้าใจพุทธศาสนาได้ถูกต้องก็คือ"เป็นผู้มีปัญญามองเห็นความเกิด-ดับได้" ถ้าใครขาดคุณสมบัติข้อนี้ก็จะไม่สามารถเข้าใจพุทธศาสนาได้


(๔๕) ชื่อ วิทูรย์
อีเมล์ -
คำถาม- การเจริญสติวิธีไหนที่ถูกต้อง
1 การกำหนดอริยาบถ หรือกำหนดกาย แล้วกำหนดให้รู้ตัวในสิ่งที่กำหนดซ้อนทับไปอีกที
2 การรู้สึกตัวในอริยาบถไปเลย
วิธีแรก ถ้าวิเคราะห์ดูเหมือนจะไม่ได้ปัจจุบันขณะเพราะเป็น 2 ขณะจิตทุกที แต่วิธีที่ 2 เหมือนจะได้ปัจจุบันแต่หาวิธีปฏิบัติให้ได้ตามนั้นยาก พอจะมีหลักปฏิบัติ และการกำหนดแนวคิดที่ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ-(๕ ม.ค.๒๕๔๙)การกำหนดทั้งสองวิธีนี้จัดว่าถูกต้องในขั้นต้น เพราะการเจริญสตินั้นจะต้องกำหนดรู้ทุกอย่าง ทั้งกายที่ถูกกำหนด และจิตที่ไปกำหนดกาย เพียงแต่จะยากหรือง่ายกว่ากันเท่านั้น คือสิ่งที่จะใช้กำหนดได้นั้นก็คือสติปัฎฐาน ๔ คือ ๑.กาย ๒. เวทนา ๓.จิต.และ ๔. ธรรม ซึ่งก็แล้วแต่ว่าเราจะใช้สิ่งใดมากำหนด ใครถนัดอะไรก็เอาสิ่งนั้นมากำหนด แต่ที่สำคัญจะต้องมีปัญญาอยู่ด้วยเสมอ คือต้องรู้อยู่เสมอว่าสิ่งที่ใช้กำหนดนั้ไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา)จึงจะถูกต้องที่สุด ถ้าไม่มีความรู้เรื่องอนัตตาอยู่ด้วย การกำหนดทุกอย่างก็ไม่ถูกต้องตามหลักมรรค ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแม้เราจะกำหนดฐานอะไรอยู่ ก็จะมีฐานที่เหลือเกิดขึ้นอยู่ด้วยเสมอ อย่างเช่นเมื่อเรากำลังกำหนดอิริยาบทของร่างกายอยู่นั้น สิ่งที่ใช้กำหนดก็คือฐานกาย, สิ่งที่ไปกำหนดนั้นก็คือฐานจิต,ความรู้สึกขณะที่กำลังเกิดอยู่นั้นก็คือฐานเวทนา,และการกำหนดความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตาในกายนั้นก็คือฐานธรรม เป็นต้น คือในทางปฏิบัตินั้นไม่ยากถ้าเข้าใจแล้ว แต่ในการศึกษาอาจจะยากเพราะมันมีเรื่องให้ศึกษามากมายจนอาจจะสับสนได้ง่าย ซึ่งหลักปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานคืออานาปานสติ คือจะต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา โดยเอาการหายใจเข้า-ออกของร่างกายมาเป็นสิ่งช่วยยึดจิตให้มีสติอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับการกำหนดสิ่งอื่นเช่นอิริยาบทของร่างกายอยู่ก็ตาม


(๔๔) ชื่อ วิทูรย์
อีเมล์ -
คำถาม- ทำไมความจริงทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนศาสนาพราหมณ์เช่น สสารไม่สูญสลาย เพียงแต่เปลี่ยนสถานะเท่านั้น สนับสนุนการมีตัวตนของทางศาสนาพราหมณ์ และพ้องกับสัญชาติญานการเอาชีวิตรอด ซึ่งทุกชีวิตอยากจะมีชีวิตอยู่ อยากเป็นอมตะ ถ้าหากมนุษย์เข้าใจแนวคิดทางศานาพุทธแต่แรกแล้วการมีชีวิตอยู่หรือไม่จะไม่มีความหมาย ซึ่งอาจจะนำไปสู่การสูญพันธ์ของสัตว์โลกได้ ความจริงอีกอันคือการค้นพบวิธีโคลนนิ่งสัตว์ สนับสนุนการอวตาร ซึ่งการสืบพันธ์แบบไม่อาศัยเพศนี้ไม่เคยพบมาก่อนในสัตว์ชั้นสูง ในเรื่องนี้ธาตุจิตของสัตว์จะถูกแบ่งไปหรือเป็นตัวใหม่หรืออย่างไร ทำนองเดียวกับการตอนต้นพืชเมื่อมีรากงอกมาแล้วสามารถแยกไปปลูกเป็นอีกต้นได้ ในการนี้ธาตุจิตของพืชถูกแบ่งไปหรืออย่างไร ธาตุจิตแบ่งได้หรือไม่ โปรดอธิบาย

คำตอบ-(๕ ม.ค.๒๕๔๙) คำถามนี้แยกได้หลายประเด็นคือ (๑) "วิทยาศาสตร์สนับสนุนการมีตัวตนของศาสนาพราหมณ์" คือเราคิดว่ามันสนับสนุนกันตรงที่"มันไม่สูญหาย" คือวิทยาศาสตร์บอกว่าสสารไม่สูญหาย เพียงแต่เปลี่ยนสถานไปเท่านั้น แต่ศาสนาพราหมณ์บอกว่าจิตไม่สูญหาย ซึ่งสสารกับจิตมันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน จึงไม่ได้สนับสนุนกัน ซึ่งวิทยาศาสตร์จะมีการพิสูจน์ทดลองจนเห็นจริง ส่วนศาสนาพราหมณ์จะไม่สามารถพิสูจน์ทดลองให้เห็นจริงได้ เพียงแต่เขาเชื่อว่ามันไม่สูญหายเท่านั้น แต่พอวิทยาศาสตร์มาค้นพบว่า"สสารมันไม่สูญหาย" เราก็เลยคิดว่ามันสนันสนุนคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่า"จิตไม่สูญหาย" ซึ่งที่จริงวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้บอกว่าจิตไม่สูญหายเลย แต่เรามาเข้าใจกันไปเองจึงเกิดปัญหานี้ขึ้นมา
(๒)"ความเชื่อเรื่องจิตไม่สูญหายพ้องกับสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ แต่ความเชื่อของศาสนาพุทธอาจจะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้ถ้ามนุษย์แต่แรกเข้าใจพุทธศาสนา" ซึ่งเรื่องจิตไม่สูญหายนี้แน่นอนว่ามันพ้องกับสัญชาตญาณการมีตัวตนและเอาชีวิตรอด รวมทั้งการอยากมีชีวิตที่เป็นอมตะ จึงได้เกิดความเชื่อเรื่องจิตไม่สูญหายขึ้นมา หรือจะพูดให้ถูกก็ต้องพูดว่า "สัญชาตญาณการมีตัวตนนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องจิตไม่สูญหายขึ้นมา "
ส่วนเรื่องที่ว่ามนุษย์จะสูญพันธุ์ถ้าแต่แรกมนุษย์เข้าใจแนวทางพุทธศาสนานั้น "มันเป็นไปไม่ได้เลย" เพราะการที่มนุษย์จะไม่สืบพันธุ์นั้นก็เมื่อมนุษย์หมดกิเลสสิ้นเชิงแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าขาดทั้งพระพุทธเจ้ามาสอนและการปฏิบัติที่จริงจัง ซึ่งแต่แรกหรือดั้งเดิมนั้นคงไม่มีพระพุทธเข้ามาตรัสรู้เป็นแน่ จะต้องอาศัยการสั่งสมความรู้มาอย่างมากมายหลายชั่วอายุคนจึงจะเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้ อีกอย่างแม้คนที่เข้าใจพุทธศาสนาแล้วถ้ายังไม่ปฏิบัติให้หมดกิเลสอย่างสิ้นเชิงก็ยังไม่พ้นจากอำนาจของกามารมณ์ จึงยังคงต้องสืบพันธุ์กันต่อไป เพียงแต่เขาก็สืบพันธุ์กันอย่างรอบรู้และถูกต้องจึงมีปัญหาน้อยและมีทุกข์น้อย ไม่สืบพันธุ์กันอย่างผิดๆเหมือนสมัยนี้ที่มีแต่ปัญหาและทุกข์มากมาย
(๓)"ส่วนเรื่องการโคลนนิ่งสนับสนุนการอวตารหรือการกลับมาเกิดใหม่"นั้นมันคนละเรื่องอีก เพราะการโคลนนิ่งก็คือการเลียนแบบลักษณะของร่างกายหนึ่ง แล้วเอาลักษณะนั้นมาสร้างร่างกายใหม่ขึ้นมาที่เหมือนร่างกายเก่าทุกประการเท่านั้น ส่วนจิตนั้นไม่สามารถโคลนนิ่งได้ เพราะจิตมีความแตกต่างกันตรงที่ความทรงจำ ถ้าจิตสองจิตมีความทรงจำที่เหมือนกันทุกประการได้ จึงจะเชื่อว่าโคลนนิ่งจิตได้ ดังนั้นการโคลนนิ่งจึงไม่ใช่การกลับมาเกิดใหม่ทั้งร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ร่างกายใหม่จะเหมือนร่างกายเก่า แต่จิตใจจะไม่เหมือนเดิมเพราะมีความทรงจำที่แตกต่างกัน ดังนั้นการโคลนนิ่งจึงไม่ใช่การกลับมาเกิดใหม่หรืออวตารตามหลักของศาสนาพราหมณ์
ถ้าเราศึกษาหลักพุทธศาสนาถูกต้องจะพบว่า จิตของสัตว์ชั้นสูงเช่นมนุษย์นั้นเกิดจากวิญญาณ(ธาตุรู้หรือการรับรู้)เวทนา(ความรู้สึก)สัญญา(ความทรงจำ)และสังขาร(ความคิด)ที่ทำงานร่วมกันอยู่แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันมันก็จะดับหายไป หรือไม่เป็นจิตที่สมบูรณ์ จิตของมนุษย์จึงไม่สามารแบ่งไปเป็นจิตใหม่ได้ แต่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ถ้ามีเหตุปัจจัยพร้อม ส่วนต้นไม้(หรือแม้สัตว์บางชนิดเช่นปลิงน้ำจืด หรือปลาดาวทะเล)นั้นมันไม่มีจิตเหมือนมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่มีชีวิตชั้นต่ำ คือมันมีแค่การรับรู้(ธาตุรู้)กับสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดเท่านั้น ซึ่งสัญชาตญาณกับการรับรู้นี้จะมีอยู่ในทุกเซลของต้นไม้ ซึ่งมันก็มาทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นต้นไม้ใหญ่ๆขึ้นมาได้ ซึ่งเซลกลุ่มเล็กๆของมันก็สามารถแตกแยกออกไปเกิดเป็นต้นไม้เล็กๆและสร้างเซลขึ้นมาใหม่เป็นต้นไม้ใหญ่ๆขึ้นมาได้อีกเมื่อมีอาหารมาสนับสนุน เหมือนไฟเพียงเล็กน้อยถ้ามีเชื้อเพลิงมาสนับสนุนมันก็จะลุกเป็นไฟที่ใหญ่โตได้ ซึ่งธาตุวิญญาณนี้ก็มีลักษยะคล้ายไฟฟ้า คือถ้ามีเหตุปัจจัยที่ถูกต้องหรือพร้อม มันก็สามารถเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆ เหมือนกับแบตเตอร์รี่ที่มีแผ่นโลหะต่างชนิดกัน ๒ ชนิด แช่อยู่ในน้ำกรด มันก็ทำให้เกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่ขั้วของแผ่นโลหะทั้งสองชนิดนั้นได้ (ถ้าเข้าใจหลักอนัตตาของพุทธศาสนาถูกต้องปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น)


(๔๓) ชื่อ อรพินท์
อีเมล์ -
คำถาม- ขอความกรุณาอธิบาย คำว่า กายนอก กายใน และ จิดในจิต

คำตอบ-(๑๐ ธ.ค. ๒๕๔๘)กายนอกก็คือกายของผู้อื่น ส่วนกายในก็คือกายของเราเอง คือเราจะต้องนำทุกสิ่งทั้งของเราเองและของผู้อื่นมาพิจารณา เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถึงที่สุด ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่รอบรู้ทั้งกายของเราและของผู้อื่น ส่วนจิตในจิตก็คือจิตของเราในแต่ละอาการที่เรานำมาพิจารณาจากจิตทั้งหมดที่สามารถเกิดขึ้นแก่จิตของเราได้ คือเราจะต้องเอาจิตแต่ละอาการยกขึ้นมาพิจารณาให้หมด เพื่อให้รอบรู้จิตของตนเองอย่างถูกต้องครบถ้วน


|ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง
||ไปดูคำถามทั้งหมด ||ไปถามปัญหาใหม่|