Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web
ถาม-ตอบ ๘


(๕๕) ชื่อ - อรพินท์
คำถาม-ขออธิบาย ปรมัตถ์ และ สมมติ ในรูป-นาม ด้วยค่ะ
คำตอบ-สมมติก็คือการเอาปรมัตถ์มาสมมติเรียก คือสิ่งต่างๆมันก็เป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างที่เราจะสามารถพบเห็นได้อยู่แล้ว แต่เมื่อเราจะสื่อสารเพื่อให้คนอื่นเข้าใจก็ต้องมีการใช้ภาษามาสมมติ แต่เมื่อสมมติแล้วมันกลับทำให้เราเข้าใจผิด คือทำให้มองเห็นทุกสิ่งเป็นตัวเป็นตนไปหมด เรียกว่าสมมติมาปิดบังความจริงที่ลึกซึ้งไปเสีย
ปรมัตถ์ในรูปและนามนั้นเราจะต้องใช้สติมาเพ่งดูจากของจริงที่เกิดอยู่จริงโดยไม่ต้องใช้การคิดนึก จนมองเห็นความจริงแท้ในนามและรูปที่ปรากฏอยู่จริงๆ ถ้ายังใช้การคิดนึกก็จะยังไม่พบปรมัตถ์ เพราะการคิดนึกก็ยังเป็นการใช้ภาษาสมมติอยู่นั่นเอง
สมมติในรูปและนามก็คือการเอาวัตถุหรือร่างกายกับนามหรือพวกจิตมาสมมติเรียก เช่นมีร่างกาย มีจิตใจ มีความสุข มีทุกข์ มีตัวเรา มีของเรา มีตัวเขา มีของเขา เป็นต้น
เปรียบเหมือนการเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นคนนั้น-คนนี้, เป็นชาย-เป็นหญิง, เป็นคนหล่อสวย-ไม่หล่อไม่สวย เป็นต้น ซึ่งสมมติก็คือการมองเห็นว่ามีความแตกต่างขึ้น หรือมีตัวตนเกิดขึ้นมา แล้วก็ยึดถือ แล้วก็เป็นทุกข์เพราะความโง่ที่หลงไปยึด ส่วนปรมัตถ์หรือความจริงสูงสุดก็คือแท้จริงมันเป็นแค่"สิ่งปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุดิน"เท่านั้น ไมีมีตัวตนใดๆอย่างที่สมมติเรียกกันเลย ถ้ามองเห็นปรมัตถ์และไม่ยึดถือก็ไม่มีทุกข์เพราะมีปัญญาเห็นแจ้งความจริงสูงสุดของธรรมชาติได้


(๕๔) ชื่อ -วิทูรย์
คำถาม-หลักกรรม และ อนัตตา ขัดกันหรือไม่ ขอความกรุณาอธิบายด้วยครับ
คำตอบ-ถ้าเป็นหลักกรรมอย่างของพราหมณ์ที่สอนว่า "ถ้าเราทำกรรมอันใดไว้ในชาตินี้ เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นในชาติหน้า"อย่างนี้ก็จะขัดกับหลักอนัตตาของพุทธศาสนาอย่างแน่นอนเพราะพุทธศาสนาไม่สอนเรื่องชาติก่อนหรือชาติหน้า
ส่วนเรื่องกรรมที่แท้จริงของพุทธศาสนาก็คือเรื่องจิตวิทยาในปัจจุบัน คือสรุปง่ายๆว่าถ้าเราทำความดี จิตสำนึกของเรามันก็จะบอกว่านั่นคือความดี แล้วจิตมันก็จะสุขใจ อิ่มใจของมันเองทันที แต่ว่าถ้าเราทำความชั่ว จิตสำนึกมันก็บอกว่านั่นคือความชั่ว แล้วจิตมันก็จะเศร้าใจ หรือเสียใจของมันเองทันที ซึ่งเรื่องกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรในพุทธศาสนาเลย เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่พ้นทุกข์ไม่ว่าจะสุขใจหรือเสียใจก็ตาม(รายละเอียดอยู่ในหนังสือ พุทธศาสนาระดับเริ่มต้นบทที่ ๖)


(๕๓) ชื่อ - เรณู
คำถาม-ความคิดขณะนั้นเป็นทุกข์ ได้พิจารณากายที่เป้นธรรมชาติ เกิดแล้วเปลี่ยนแปลง เสื่อมดับไป และพิจารณาจิตที่เป็นนามธรรม ไม่เป็นตัวตน เห็นเกิดแล้วดับไปเช่นกัน ทำให้ความทุกข์นั้นหายไป พิจารณาเช่นนี้ได้หรือไม่ ขออธิบายด้วยค่ะ
คำตอบ-(๑๕ ก.พ.๒๕๔๙)ได้หรือไม่นั้นผู้ที่ปฏิบัติจะเป็นผู้ตอบเอง ถ้าทุกข์ดับลงจริงนั่นก็จะเป็นเครื่องบอกว่าถูกต้องหรือได้ แต่ถ้าทุกข์ไม่ดับลงจริง ก็ไม่ถูกต้อง หลักการพิจารณาเห็นการเกิด-ดับจนเห็นอนิจจัง ทุกขังและอนัตตานั้นถูกต้องแล้ว เพียงแต่ว่าจะเห็นจริงหรือไม่เท่านั้น ถ้าเห็นจริงก็จะหมดความลังเลสงสัยเช่นเรื่องว่าตายแล้วไปไหน ผีมีจริงหรือไม่ เป็นต้น รวมทั้งการปฏิบัติก็จะไม่งมงายอีกต่อไป และก็ไม่ต้องไปถามใครว่าอะไร? หรือทำไม? เป็นอย่างไร?อีกด้วย เพราะเห็นแจ้งด้วยตนเองแล้ว


(๕๒) ชื่อ - เรณู
คำถาม-การเห็นสติ เห็นลมหายใจ เห็นจิต อะไรเห็น ขอโปรดอธิบายด้วยค่ะ
คำตอบ-(๑๕ ก.พ.๒๕๔๙)สติก็คือจิตที่ทำงานอยู่ คือจิตจะระลึกรู้สิ่งต่างๆได้ ดังนั้นสติหรือจิตนั่นเองที่เป็นตัวเห็น ส่วนความรู้สึกว่ามีเราเห็นนั้นมันเป็นมายา(หลอกลวง)หรือไม่มีเราอยู่จริง สติจะเห็นหรือรู้สึกลมหายใจที่มากระทบจมูก ส่วนการเห็นจิตก็คือจิตจะมามองดูตัวจิตเอง คือตามดูความรู้สึกต่างๆหรืออาการต่างๆที่เกิดขึ้นแก่จิตเอง เหมือนเราคอยดูอาการกิริยาของร่างกายเราเอง ไม่ไปคอยดูกิริยาร่างกายของคนอื่น


(๕๑) ชื่อ - อรพินท์
คำถาม-ได้เฝ้าดูอาการของกายที่ปวดเมื่อย และดูจิตที่เป็นทุกข์อยู่กับการเจ็บเมื่อยของกาย เมื่อเอาจิตไปอยู่กับลมหายใจ ทำให้เห็นรูป-นามปรากฎชัด ว่ามันแยกกันอยู่ ขณะนั้นอาการปวดเมื่อยทางกายลดลง และจิตก็สงบลงได้บ้าง ทำให้เห็นความไม่มีตัวตนของตน ความทุกข์ก็ลดลงไป การดูนั้นเราใช้สติดูใช่หรือไม่ และควรฝึกสมาธิให้มาก เพื่อสร้างสติใช่หรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยค่ะ
คำตอบ-(๑๕ ก.พ.๒๕๔๙)ความทุกข์นี้แยกได้ ๒ อย่าง คือทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางจิต ซึ่งทุกข์ทางกายนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพียงบรรเทาลงได้เท่านั้น ส่วนทุกข์ทางจิตนั้น ก็ยังแยกเป็นทุกขเวทนาที่ยังแก้ไขไม่ได้(แต่ถ้าเอาจิตไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นได้ ทุกข์เวทนานั้นก็จะไม่ปรากฏได้เหมือนกัน) กับทุกข์จากความยึดมั่นว่ามีตัวเราที่สามารถแก้ไขได้ด้วยปัญญา ศีล สมาธิ
การดูนั้นก็คือสตินั่นเอง สติเป็นการระลึกหรือเป็นตัวดึงเอาปัญญาออกมา ถ้าไม่มีสติ ปัญญาก็จะไม่มีอะไรดึงเอาออกมาใช้ ซึ่งสมาธิจะช่วยให้เรามีสติที่สมบูรณ์ได้ การฝึกสมาธิจึงเท่ากับฝึกสติไปด้วยในตัว


(๕๐) ชื่อ - อรพินท์
คำถาม-การเข้าถึงความสงบด้วยการพิจารณาถึงความเป็นอนิจจัง การเกิดแล้วดับของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดปล่อยวางแล้วสงบ และจะต้องพิจารณาตลอดไปจึงสงบ ใช่หรือไม่คะ ขออธิบาย
คำตอบ-(๑๕ ก.พ.๒๕๔๙)การพิจารณาถึงการเกิดและดับของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้นยังเป็นเพียงการคิดคำนึงด้วยเหตุผลเท่านั้น เมื่อพิจารณาอย่างตั้งใจไปนานๆก็จะทำให้มองเห็นด้วยจิตหรือมันแจ่มแจ้งขึ้นมาเองโดยไม่ต้องพิจารณา จิตก็จะสงบอยู่ในขณะนั้น พร้อมทั้งมีสติอยู่ด้วย แต่ถ้าเผลอสติการมองเห็นนี้ก็จะหายไปได้ จิตก็จะไม่สงบอีก แล้วก็ต้องกลับมาตั้งใจพิจารณาใหม่อีก คือการตั้งใจพิจารณานั้นก็คือการทำให้จิตมีสมาธินั่นเอง และสมาธิก็จะมาทำให้จิตเกิดความแจ่มแจ้งในอนิจจังและอนัตตาอีกที(สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา) ซึ่งเมื่อสามารถปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จนนิสัยที่จะเกิดกิเลสได้หมดสิ้นไปจากจิตใต้สำนึก จิตก็จะเกิดความหลุดพ้นอย่างถาวรได้ และก็จะมีสติ สมาธิและปัญญาขั้นเห็นแจ้ง(คือไม่ต้องคิดพิจารณา)ที่สมบูรณ์และตลอดเวลาได้


(๔๙) ชื่อ - เรณู
คำถาม-ขอท่านได้โปรดอธิบาย เรื่อง หัวใจของการปฏิบัติธรรม จนเห็นธรรม และพ้นทุกข์ได้ ตามที่ท่านได้ปฏิบัติมาด้วยค่ะ
คำตอบ-(๑๕ ก.พ. ๒๕๔๙)หลักหัวใจของการปฏิบัติธรรมก็คือ (๑)มีความเข้าใจในเรื่องความไม่ใช่เรา(อนัตตา) (๒) มีความประพฤติดีจนจิตปกติสุข และ (๓) ฝึกสมาธิทำจิตให้ตั้งมั่น เข้มแข็ง บริสุทธิ์ และอ่อนโยน อย่างแท้จริง จนความรู้สึกว่ามีตัวเราดับลง หรือหายไป หรือไม่มีอยู่ในจิตจริงๆ(แม้ชั่วคราว) และจิตก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆ จะมีแต่ความสงบเย็น ปลอดโปร่งแจ่มใส และเบาสบายอย่างยิ่งอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งอาการอย่างนี้ถ้าเกิดครั้งแรกก็เรียกว่าเกิดดวงตาเห็นธรรม และถ้าเกิดครั้งใดก็เรียกว่าพ้นทุกข์(แม้ชั่วคราว) ซึ่งก็เรียกว่ามรรค ที่มีทั้งศีล สมาธิ และปัญญาอยู่พร้อม ถ้าปฏิบัติได้เมื่อไร ทุกข์ก็จะดับลงเมื่อนั้น ถ้าปฏิบัติได้ชั่วคราว ทุกข์ก็ดับลงชั่วคราว ถ้าปฏิบัติได้จนความเคยชินในการเกิดตัวเราหายไปอย่างถาวร ทุกข์ก็ดับลงถาวรเหมือนกัน ส่วนว่าใครจะปฏิบัติได้อย่างไรหรือไม่นั้นเราอย่าไปสนใจ(เพราะเราไม่สามารถไปล่วงรู้จิตของผู้อื่นได้ ถ้าเราเชื่อคนที่บอก เราก็โง่ และอาจจะทำให้ถูกหลอกได้โดยง่าย) สิ่งที่ควรสนใจก็คือเราได้ทดลองปฏิบัติจนเกิดดวงตาเห็นธรรมและพ้นทุกข์บ้างแล้วหรือยัง?


(๔๘) ชื่อ - วิทูรย์
คำถาม-การมองให้เห็นอนัตตา เป็นการมองโดยใช้เหตุผล หรือว่าการอนุมานเอาว่าเมื่อมันเป็นอนิจจัง มันก็เป็นอนัตตา หรือว่าใช้ตรรกะ เช่นเมื่อมันบังคับไม่ได้มันก็ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา ก็เป็นอนัตตาหรือเป็นการมองเห็นด้วยจิต หรืออย่างไร ทำอย่างไรจะให้เข้าใจอนัตตาอย่างลึกซึ้งโดยไม่มีข้อสงสัย ในอานาปานสติขั้นที่ 13 ก็เป็นการมองอนิจจังไปเสีย การมองอนัตตามองพิจารณาในขั้นตอนใด ขออธิบาย
คำตอบ-(๓ ก.พ. ๒๕๔๙)คำถามนี้เป็นคำถามที่ดี คือการมองเห็นอนัตตานั้นก็อยู่ตรงอานาปานสติขั้นที่ ๑๓ นั่นเอง คือขั้นต้นก็ต้องใช้เหตุผลมาพิจารณาก่อน ว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายเกิดมาจากเหตุ แล้วมันก็มีการเกิดไหลหรือเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ สุดท้ายมันก็ต้องดับสลายหายไปอย่างแน่นอน (เข้าใจอนิจจัง) ซึ่งขณะที่มันยังต้องอยู่มันก็ต้องทนอยู่ทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย(เข้าใจทุกข์)ดังนั้นจากเหตุผลที่ว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายไม่สามารถตังอยู่ได้อย่างถาวรหรือนิรันดรได้ ซ้ำยังต้องทนอยู่อีกนี้เอง ที่เห็นเหตุผลทำให้เข้าใจว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนี้ไม่ใช่ตัวตนที่จะเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรหรือเป็นของใครๆได้จริง(เข้าใจอนัตตา) ซึ่งนี้ยังเป็นเพียงทฤษฎีที่มีเหตุผลที่สุดเท่านั้น
ขั้นต่อไปก็คือการปฏิบัติ ซึ่งก็ได้แก่ขั้นที่ ๑๓ ของอานาปานสติ โดยให้ตามเห็นอนิจจังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการตามเห็นอนิจจังก็คือการมีสติมองเห็นความเกิดและดับของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา อย่างเช่น เมื่อเราเริ่มฝึกอานาปานสติมาตั้งแต่ต้น มันก็จะมีการเกิดขึ้นของความรู้สึกต่างๆและดับหายไปอยู่เสมอ หรือจะเป็นการมองเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเราและดับลงสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น คือสรุปว่าให้ตามเห็นร่างกายและจิตใจของเรานี้ว่ามันมีการเกิดและดับอย่างไรบ้างอยู่ตลอดเวลา
เมื่อมองเห็นการเกิดและดับอยู่เช่นนี้อย่างแรงกล้าก็จะทำให้มองเห็นได้เองว่าสิ่งต่างๆที่ปรุงแต่งขึ้นมานี้มันไหลหรือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอเวลา และมันก็ต้องไหลไปสู่ความดับสิ้นอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว คือจะมองเห็นว่ามันต้องดับสลายหายไปอย่างแน่นอน(เห็นอนิจจัง) และขณะที่ตั้งอยู่ก็ยังมองเห็นความยากลำบากในการตั้งอยู่อีก(เห็นทุกข์) และเมื่อเห็นอนิจจังและทุกขังเช่นนี้อย่างแรงกล้าก็จะทำให้มองเห็นว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายโดยเฉพาะร่างกายและจิตใจของเรานี้มันไม่มีของจริงหรือตัวตนที่แท้จริงที่จะตั้งอยู่อย่างถาวรหรือชั่วนิรันดรเลยสักนิด มันเป็นเพียง"สังขาร"หรือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น(เห็นอนัตตา)
เมื่อมองเห็นได้ดังนี้จิตก็จะปล่อยวางความยึดมั่นในร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็นเรา หรือของเรานี้ลง(แม้ชั่วคราว)เพราะมีปัญญามองเห็นความจริงสูงสุดของธรรมชาติ(เห็นไตรลักษณ์) จิตก็เรียกว่าหลุดพ้นจากกิเลสหรือจากตัวตนที่โง่หลงไปยึดครองเอาไว้ เมื่อจิตหลุดพ้น จิตก็จะกลับมาประภัสสรหรือบริสุทธิ์ดังเดิม เมื่อจิตบริสุทธิ์ ความทุกข์ก็ไม่มี เมื่อไม่มีทุกข์ สภาวะดั้งเดิมของจิตคือความสงบเย็นหรือนิพพานก็จะปรากฏ(แม้ชั่วคราว)
นี่คือการเห็นอนัตตาด้วยจิตหรือจากการเพ่งพิจารณา ไม่ใช่จากการใช้เหตุผลอย่างในขั้นต้น ซึ่งสิ่งที่จะยืนยันว่านี่เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่ก็คือ"ความทุกข์ที่ดับลง และนิพพานปรากฏ"ถ้าทุกข์ไม่ดับและนิพพานไม่ปรากฏ ก็"ผิด" แต่ถ้าทุกข์ดับและนิพพานปรากฏก็"ถูก"และก็จะหายสงสัยได้ด้วยตนเอง(ไม่มีวิจิกิจฉา)


(๔๗) ชื่อ -วิทูรย์
คำถาม-การนั่งสมาธิเป็นการปฏิบัติที่ยากในชีวิตประจำวัน ในยุคสมัยนี้มีแนวคิดที่ว่าการเจริญสติแบบกำหนดอริยาบถ เหมือนเดินจงกรม สามารถประยุกต์ไปใช้ในการทำงาน เหมือนท่านพุทธทาสได้ให้แนวคิดว่า การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม ทำเป็นเรื่องเดียวกันเสีย
การเจริญสติมีหลายแนวแต่แนวคิดที่น่าสนใจ คือให้ได้ปัจจุบันน่าจะถือว่าดีแต่แนวคิดของท่านมีการเจริญสติแบบ กาย เวทนา จิต ธรรม อยากมีความเข้าใจให้ถูกต้อง ใช่เป็นการเจริญวิปัสนาแบบคิดเร็ว ๆ ให้ครอบคลุม 4 ด้านหรือไม่ ถ้าใช่จะเป็น 4 ขณะจิด ทำให้ไม่ได้ปัจจุบันหรือไม่ เพราะเป็นการคิด 4 เรื่อง ถ้าจะคิดเฉพาะเรื่องที่ถนัดจะเป็น 1 ขณะจิตเหมือนการปรุงแต่งทั่วๆไปหรือไม่ แต่ไม่รู้ตัว แต่ถ้ารู้ตัวก็จะเป็น 2 ขณะจิตอีกไม่ได้ปัจจุบันอีก อยากได้หลักปฏิบัติที่ให้แนวคิดที่จะนำไปเป็นการกำหนดวิธีการที่ถูกต้อง ก่อนที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่คิดไว้
คำตอบ-(๒๑ ม.ค. ๒๕๔๙)แนวคิดที่จะนำไปเป็นการปฏิบัตืที่ถูกต้องนั้นสรุปอยู่ที่"การมีสติกำหนดรู้ทุกสิ่งที่กำลังรู้อยู่ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา" ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ว่าเราเข้าใจเรื่อง อนิจจัง ทุกข์และอนัตตามาถูกต้องแล้วหรือยัง ถ้าเข้าใจแล้วการปฏิบัติจึงจะมีแนวคิดที่ถูกต้องจริง แต่ถ้ายังก็จะยังไม่มีแนวคิดที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงควรเริ่มต้นที่จุดนี้(เพราะอนัตตาเป็นต้นตอของปัญญา)
ส่วนในการทำงานนั้นก็สามารถเจริญสติได้ด้วยการกำหนดอิริยาบท คือให้กำหนดกิริยาการเคลื่อนไหวของร่างกายในขณะทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยมีการมองเห็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาอยู่ในกายที่เคลื่อนไหวนี้ด้วยเสมอจึงจะเป็นการทำงานที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นจะค่อนข้างยากถ้ายังไม่มีการฝึกจิตใหัมีสมาธิมาก่อนอย่างเพียงพอ
การแยกการปฏิบัติเป็น กาย เวทนา จิต ธรรมนั้นเป็นการแยกเพื่อการศึกษา ซึ่งอาจจะดูว่าสับสนว่าจะกำหนดตรงไหน เพราะมันมีถึง ๔ จะกำหนดทั้งหมด หรือกำหนดที่ละอย่าง ซึ่งเรื่องนี้อย่าไปพะวงกับมัน เพราะในการปฏิบัติจริงนั้นมันจะรวมทุกอย่างลงในการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวคือ "ทำจิตให้ว่างจากความยึดถือว่ามีตัวเรา"คือเราจะกำหนดอะไรอยู่ก็ตาม เราจะต้องระวัง"อย่าไปยึดถือเอาว่าสิ่งที่เราไปกำหนดนั้นว่าเป็นตัวเราหรือของเรา" และแม้จิตที่ไปกำหนดนั้นเราก็ต้องมองย้อนตลบหลังมันอีกทีว่า"มันก็ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา" ซึ่งถ้าเรามีสติจริงและมีสมาธิอยู่บ้าง ถึงเราจะไปกำหนดอะไร หรือจะซับซ้อนยอกย้อนเพียงไร เราก็ยังตามรู้มันได้หมด ไม่มีว่าจะได้อย่างแล้วเสียอย่าง ซึ่งถ้าเราฝึกอานาปานสติมาเพียงพอเราก็จะตามกำหนดได้ทุกขณะ


|<ไปดูคำถาม-คำตอบเก่าย้อนหลัง ||ไปดูคำถามทั้งหมด ||ไปถามปัญหาใหม่|