|
|||||||
|
|
|
|||||
|
|
|||||||
|
(รู้-เข้าใจ-เห็นแจ้งชีวิตด้วยตัวเอง)
คำนำ พุทธศาสนาดั้งเดิมหรือแท้จริงนั้น จะไม่มีการสอนเรื่อง จิต หรือ วิญญาณ ของมนุษย์เราที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้ รวมทั้งเรื่อง ผลกรรมจากชาติปางก่อน เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี เทวดา นางฟ้า เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิปาฏิหาริย์ และเรื่องพิธีธรรมต่างๆ เป็นต้น อย่างที่ชาวพุทธในปัจจุบันกำลังเชื่อถือกันอยู่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนามาช้านานแล้วโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว พุทธศาสนาดั้งเดิมหรือแท้จริงนั้น จะสอนให้เกิดความเห็นแจ้งชีวิตด้วยตัวของเราเอง โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการศึกษา โดยจะสอนให้เกิดความเข้าใจว่า จิต หรือ วิญญาณ ของมนุษย์เรานั้นเป็นเพียงสิ่งที่ต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายเพื่อเกิดขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อร่างกายตาย จิต หรือ วิญญาณ นี้ก็จะดับหายไป ไม่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้ ซึ่งก็ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ความเชื่อเรื่อง ผลกรรมจากชาติปางก่อน เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เป็นต้น ที่เป็นเรื่องระดับศีลธรรมเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งความเข้าใจนี้เองที่เป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธเจ้า ที่นำมาใช้ดับความทุกข์ของจิตใจเราที่กำลังเกิดอยู่ในปัจจุบันให้ดับลงได้ และเมื่อความทุกข์ดับลง จิตก็จะสงบเย็น หรือที่เรียกกันว่า นิพพาน นั่นเอง หนังสือ พุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มต้น เล่มนี้ ได้นำเอาหลักพุทธศาสนาที่แท้จริงมาอธิบายเอาไว้อย่างละเอียด ให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะได้ใช้เป็นคู่มือสำหรับศึกษาให้เกิดความเข้าใจหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง จึงขอฝากให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายได้ช่วยกันศึกษาและเผยแพร่ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้ากันต่อไป.
เตชะปัญโญ ภิกขุ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี
พุทธศาสนามีคำสอน ๒ ระดับ ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจก่อนว่า คำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนานั้นมีอยู่ ๒ ระดับ อันได้แก่ ๑. ระดับพื้นฐาน หรือ ศีลธรรม ซึ่งศีลธรรมนั้นก็เป็นคำสอนง่ายๆที่เอาไว้สอนเด็กหรือชาวบ้านที่ยังไม่มีความเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์เพียงพอ ซึ่งเป็นการสอนให้ละเว้นการทำความชั่ว และให้ทำแต่ความดี โดยมีผลเป็นความปกติสุขเป็นจุดหมายสูงสุด (เช่น เรื่องการให้ทาน รักษาศีล ฝึกสมาธิ ขยัน อดทน เสียสละ ให้อภัย เป็นต้น ซึ่งทุกศาสนาก็มีกันอยู่แล้ว) ๒. ระดับสูง ซึ่งคำสอนระดับสูงนั้นจะเป็นคำสอนเรื่องการดับทุกข์โดยตรง และจะเอาไว้สอนเฉพาะคนที่มีความเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น (ซึ่งได้แก่หลักอริยสัจ ๔ ที่จัดว่าเป็นหัวใจของคำสอนทั้งหมด) คำสอนระดับสูงนี้จะเป็นเรื่องลึกซึ้ง ต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์มาศึกษา จึงจะเกิดความเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง เพราะเป็นการสอนเกี่ยวกับเรื่องความจริงของธรรมชาติ ซึ่งจะต่างกับคำสอนของศีลธรรม ที่เป็นคำสอนง่ายๆที่ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาช่วยก็ศึกษาได้ อีกทั้งคำสอนของศีลธรรมในปัจจุบันก็ยังมีคำสอนของศาสนาพราหมณ์และเรื่องไสยศาสตร์ (เช่น เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี เทวดา นางฟ้า อิทธิปาฏิหาริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น) เข้ามาปะปนอยู่ด้วยอย่างมากมาย จนชาวพุทธในปัจจุบันเกิดความเข้าใจผิด ว่านี่คือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า (หนังสือเล่มนี้จะอธิบายเฉพาะคำสอนระดับสูงของพุทธศาสนาเท่านั้น จะไม่สอนเรื่องศีลธรรม เพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน และก็มีสอนกันอยู่โดยทั่วไปแล้ว) หลักพื้นฐานการศึกษา ในการเรียนรู้สิ่งใด เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักหลักพื้นฐานของสิ่งนั้นเสียก่อน เราจึงจะศึกษาสิ่งนั้นได้เข้าใจ เหมือนการมองสิ่งนั้นอย่างคร่าวๆก่อน แล้วจึงมาศึกษาอย่างละเอียดในภายหลัง ถ้าเราไม่รู้หลักพื้นฐานก่อน แล้วข้ามไปศึกษาในรายละเอียดเลย ก็อาจทำให้การศึกษาไม่เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องได้ หรืออาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดหรือไขว้เขวได้โดยง่าย และยิ่งถ้าเกิดความยึดติดในความเข้าใจผิดนั้นเข้า ก็จะยิ่งทำให้หมดโอกาสที่จะได้รู้จักกับคำสอนที่ถูกต้องได้ ในการศึกษาพุทธศาสนาก็เหมือนกัน คือเราจะต้องรู้จักหลักพื้นฐานของพุทธศาสนาให้ถูกต้องเสียก่อน เราจึงจะศึกษาพุทธศาสนาให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องได้ ถ้าขาดหลักพื้นฐาน ก็จะทำให้การศึกษาเกิดความไขว้เขวจนเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ ซึ่งหลักพื้นฐานของพุทธศาสนานั้นก็มีไม่มาก แต่ว่าเราจะต้องยึดถือหลักนี้ไว้อย่างมั่นคง เราจึงจะศึกษาพุทธศาสนาให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ถ้าเราไม่ยึดหลักพื้นฐานนี้ เราก็จะศึกษาพุทธศาสนาไม่เข้าใจ คือยิ่งศึกษาก็เหมือนกับว่าจะยิ่งรู้มากขึ้น แต่ว่ากลับเกิดความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เรื่องที่ไม่ควรศึกษา ในการเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ไม่ควรสนใจศึกษาเรื่องเหล่านี้คือ ๑. เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่? อย่างไร? เป็นต้น ๒. เรื่องที่เกี่ยวกับสมาธิสูงๆ เช่น สมาธิสูงๆมีจริงหรือไม่? และผลเป็นอย่างไร? เป็นต้น ๓. เรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำและผลจากการกระทำ เช่น เมื่อทำดีหรือชั่วเช่นนี้แล้วจะได้รับผลอย่างไร? เป็นต้น ๔. เรื่องไร้สาระที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการดับทุกข์ เช่น ใครสร้างโลก?, ตายแล้วไปไหน?, นรก-สวรรค์มีจริงหรือไม่?, เรื่องทางวัตถุ, เรื่องของชาวโลก เป็นต้น สาเหตุที่ไม่ควรศึกษาก็เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาในเรื่องการดับทุกข์ อีกทั้งยังจะทำให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขว แล้วการศึกษาก็จะผิดเพี้ยนจนหลงทางหรือย่ำอยู่กับที่ได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาในภายหลัง ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องที่ผิดจากหลักพุทธศาสนา ถ้าเราหลงไปศึกษาเข้าก็จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ เมื่อเข้าใจผิด การปฏิบัติก็ย่อมที่จะผิดตามไปด้วย ส่วนเรื่องที่ควรศึกษาก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับการดับทุกข์เท่านั้น ซึ่งเราจะได้ศึกษากันต่อไป หลักพื้นฐานพุทธศาสนา หลักพื้นฐานของพุทธศาสนานั้นก็ประกอบด้วยหลักใหญ่ๆ ๕ ประการ ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญทุกข้อ ที่เราจะไม่สนใจหรือไม่ปฏิบัติตามไม่ได้เลย อันได้แก่ ๑. สอนให้ศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยสอนให้เริ่มศึกษาจากจุดๆหนึ่งที่เป็นหลักหรือพื้นฐานที่ง่ายที่สุด แล้วแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ รวมทั้งมีการจัดหมวดหมู่แยกไว้อย่างเป็นระเบียบ และยังมีการศึกษาและปฏิบัติอย่างมีลำดับขั้น ซึ่งก็จะทำให้สามารถมองเห็นภาพโดยรวมได้โดยง่ายและเกิดความเข้าใจรวมทั้งจำได้ง่าย ๒. สอนเฉพาะเรื่องการดับทุกข์ คือจะลัดตรงไปสู่เรื่องการดับทุกข์ของจิตใจเราในปัจจุบันนี้เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์จะไม่สอน ๓. สอนให้ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง โดยสอนให้ศึกษาจากสิ่งที่เราสามารถพบเห็นหรือสัมผัสได้จริงในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้เท่านั้น โดยเน้นมาที่ร่างกายและจิตใจของเราเองเป็นหลัก ซึ่งการศึกษาเช่นนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งและไม่มีทางผิดได้เลย ๔. สอนให้ใช้เหตุผลในการศึกษา โดยสอนให้สังเกตดูจากเหตุและผลที่เกิดขึ้นจริง แล้วนำเหตุและผลนั้นมาพิจารณาไตร่ตรอง ไม่สอนให้ใช้การคาดคะเนหรือคิดเดาเอา ซึ่งการศึกษานี้เราไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถพิเศษอะไรเลย (เช่น ไม่จำเป็นต้องมีสมาธิสูงๆ หรือไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากๆก็ได้) เพียงเราเป็นคนรักเหตุผล ยอมรับความจริง มีความตั้งใจจริง และช่างสังเกต เท่านี้เราก็สามารถศึกษาให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งได้แล้วโดยไม่ยาก ๕. สอนให้เชื่อจากการที่ได้พิสูจน์จนเกิดความเห็นแจ้งแล้วเท่านั้น โดยสอนว่าอย่าเชื่อจากใครๆแม้แต่ตัวเอง จนกว่าจะได้พิสูจน์จนเกิดความเห็นแจ้งแล้วเท่านั้นจึงจะเชื่อ จากหลักทั้ง ๕ นี้เราจะเห็นได้ว่า มันก็คือการศึกษาเรื่องการดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งสำหรับผู้คนในยุคนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย ที่จะศึกษาให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง เพราะวิทยาศาสตร์ก็เป็นหลักการที่เราก็ได้ศึกษากันมามากแล้ว และก็ใช้วิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้วเป็นปกติ แต่สำหรับผู้ที่ยังยึดติดอยู่กับความเชื่อเก่าๆ ที่งมงายไร้เหตุผล ไม่มีหลักฐานมายืนยัน ก็อาจเป็นเรื่องยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมาศึกษาให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง เพราะมันมีหลักการที่ตรงข้ามกัน หลักความเชื่อของพุทธศาสนา ความเชื่อก็คือ การยอมรับเอามาปฏิบัติ เมื่อเราเชื่อในคำสอนของใคร เราก็ยอมรับเอาคำสอนของคนนั้นมาปฏิบัติ แต่ถ้าความเชื่อที่เรารับเอามาปฏิบัตินั้นมันเป็นสิ่งที่ผิด การปฏิบัติของเราก็จะพลอยผิดตามไปด้วยทันที ซึ่งตามธรรมดาแล้วเจ้าลัทธิทั้งหลายก็ย่อมที่จะสอนให้ผู้นับถือมีความเชื่ออย่างมั่นคงในคำสอนของเขา แต่ถ้าบังเอิญเจ้าลัทธินั้นมีความเห็นผิดอยู่ก่อน แล้วมาสอนก็จะทำให้ผู้ที่นับถือทั้งหมดพลอยมีความเห็นผิดตามไปด้วยทันที ยิ่งถ้าเจ้าลัทธินั้นมีผู้คนนับถือมาก ก็จะยิ่งทำให้ผู้นับถือมีความเห็นผิดมากขึ้น และยึดถือกันมั่นคงมากยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นความเชื่อจากผู้อื่นจึงมีโอกาสที่จะทำให้ได้รับคำสอนที่ผิดได้เสมอ สำหรับพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธองค์ทรงทราบดีว่า ถ้าสอนให้ผู้นับถือมีความเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่ว่าจะจากที่มีบันทึกเอาไว้ในตำราหรือจากครูอาจารย์ก็ตาม ก็มีโอกาสที่จะได้รับคำสอนที่ผิดได้เสมอ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงวางหลักในการสร้างความเชื่อที่ไม่มีทางผิดไว้ คือถ้าใครปฏิบัติตามหลักการนี้อย่างเคร่งครัด ก็จะได้รับเฉพาะคำสอนที่ถูกต้องเสมอ หรือไม่มีทางได้รับคำสอนที่ผิดไปได้เลย ซึ่งหลักความเชื่อนี้มีชื่อว่า หลักกาลามสูตร (สูตรที่สอนแก่ชนชาวกาลามะของอินเดีย) ซึ่งมีใจความโดยสรุปว่า ๑. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า ฟังจากคนอื่นเขาบอกต่อๆกันมา ๒. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า เห็นเขาทำตามๆกันมา ๓. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า ผู้คนกำลังเล่าลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน ๔. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า มีตำราอ้างอิง ๕. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า มีเหตุผลตรงๆมารองรับ(ตรรกะ) ๖. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า มีเหตุผลแวดล้อมมารองรับ(นัยยะ) ๗. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า นึกเดาเอาตามสามัญสำนึกของเราเอง ๘. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า มันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่ ๙. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า ผู้พูดผู้สอนนั้นอยู่ในฐานะที่ดูแล้วน่าเชื่อถือ ๑๐. อย่าเชื่อเพียงเพราะเหตุว่า ผู้พูดผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง เมื่อเราพบคำสอนใด ก่อนอื่นก็ให้นำมาพิจารณาดูก่อน ว่ามีโทษหรือมีประโยชน์ ถ้าเห็นว่ามีโทษก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีโทษและมีประโยชน์ ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าปฏิบัติเต็มความสามารถแล้วความทุกข์ไม่ดับลงหรือไม่ลดลงจริง ก็ให้ละทิ้งอีกเหมือนกัน แต่ถ้าปฏิบัติแล้วมีผลเป็นความทุกข์ในปัจจุบันดับลงหรือลดลงจริง จึงค่อยปลงใจเชื่อและให้รับเอามาปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นต่อไป อย่าเชื่อใครแม้แต่ตัวเอง คำสอนหรือหลักการที่เราได้รู้มาจากการบอกต่อและทำตามๆกันมานั้น มันก็อาจถูกแต่งเติมหรือแก้ไขให้ผิดเพี้ยนมาแล้วก็ได้ ส่วนคำเล่าลือมักเป็นการกระทำของคนโง่ ส่วนตำราก็อาจถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพี้ยนมาก่อนแล้วก็ได้ ส่วนผู้สอนและแม้ครูอาจารย์ของเราเองก็ตาม เขาก็อาจมีความเห็นผิดมาก่อนแล้วโดยเขาไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้นถ้าเราเชื่อจากคนอื่น เราก็อาจได้รับคำสอนที่ผิดมาโดยไม่รู้ตัว ส่วนเหตุผลทั้งชนิดตรงๆและแวดล้อม ที่เราได้คิดพิจารณาเป็นอย่างดีแล้วนั้น มันก็อาจผิดพลาดได้ถ้าข้อมูลที่ได้มามันผิด แม้สามัญสำนึกที่เป็นความรู้สึกธรรมดาๆของเราเอง มันก็อาจหลอกเราได้ ส่วนความเห็นที่เรามีอยู่ก่อน แล้วมีใครมาพูดตรงกับความเห็นนั้น ก็ยังเชื่อไม่ได้ เพราะความเห็นที่เรามีอยู่นั้น มันก็อาจเป็นความเห็นที่ผิดอยู่ก่อนแล้วก็ได้ ดังนั้นถ้าเราเชื่อจากสามัญสำนึกของเราเอง หรือจากความเห็นของเราเองที่ตรงกับผู้อื่น มันก็อาจผิดได้ โดยเราไม่รู้ตัวอีกเหมือนกัน หลักกาลามสูตรนี้โดยสรุปแม้จะสอนว่า อย่าเชื่อใครแม้แต่ตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ห้ามศึกษา คือเมื่อเราได้รับรู้หลักการหรือคำสอนมาจากใครหรือจากที่ใดก็ตาม ก่อนอื่นเราก็นำมาพิจารณาดูก่อนว่ามีโทษหรือมีประโยชน์ ถ้าเห็นว่ามีโทษก็ให้ละทิ้งไป แต่ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ ก็ให้นำมาพิสูจน์หรือทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าทดลองปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถแล้วก็ยังไม่ได้ผล ก็ให้ละทิ้งไปอีกเหมือนกัน แต่ถ้าทดลองปฏิบัติแล้วได้ผลจริง (คือความทุกข์ดับลงหรือลดลงจริง) จึงค่อยปลงใจเชื่อ และปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นต่อไป หลักกาลามสูตรนี้นับว่าเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่ง ในการใช้ตรวจสอบว่าคำสอนใดเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือถ้าเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องใช้ดับทุกข์ได้จริง แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะใช้ดับทุกข์ไม่ได้จริง ซึ่งหลักกาลามสูตรนี้ก็เป็นหลักที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการค้นคว้าหาความจริงจากธรรมชาติกันเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งนี่ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตมานานแล้วนั่นเอง สรุปได้ว่า การรู้จักพุทธศาสนาให้ถูกต้องนั้น ไม่ใช่แค่เพียงได้ฟังมาจากคนอื่นหรืออ่านมาจากตำรา หรือแม้จากการคิดคำนวณเอา หรือจากการคิดเดาเอาเท่านั้น แต่จะรู้จักได้อย่างถูกต้องจากการค้นพบด้วยสติปัญญาของเราเองเท่านั้น ซึ่งหลักกาลามสูตรนี้จะเป็นหลักที่ใช้ตรวจสอบว่าคำสอนใดเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และคำสอนใดไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่จะศึกษาพุทธศาสนา จึงต้องใช้หลักกาลามสูตรนี้มาเป็นหลักสำคัญอันดับแรกในการศึกษา ถ้าใครละเลยหรือไม่สนใจนำหลักกาลามสูตรนี้มาใช้ ก็จะไม่มีทางได้พบคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาจากเหตุ ก่อนอื่นเราควรเข้าใจหลักอันเป็นหัวใจของการศึกษาพุทธศาสนาเสียก่อน โดยพุทธศาสนาจะสอนว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น คือทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิตใจที่เกิดขึ้นมา ล้วนจะต้องมีเหตุ (ซึ่งอาจจะมีหลายๆเหตุมาร่วมกันก็ได้) มาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น อย่างที่เราเรียกกันว่า เหตุและผล คือเมื่อมีเหตุจึงมีผล ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่มีผล เรื่องเหตุและผลนี้เป็นการอธิบาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความจริงของธรรมชาติ ที่เรายังไม่ได้พบเห็นหรือสัมผัสด้วยจิตของเราเอง ซึ่งหลักเหตุและผลนี้ก็เป็นหลักง่ายๆที่เราทุกคนก็รู้และเข้าใจกันดีอยู่แล้ว แต่ว่าเหตุและผลนี้จะต้องเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผล จึงจะอธิบายให้เกิดความเข้าใจถึงความจริงของธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง ถ้าเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล หรือเหตุผลลอยๆ ก็จะไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจถึงความจริงของธรรมชาติได้ ซึ่งการศึกษาต่อไปนี้ เราจะใช้เรื่องเหตุและผลนี้มาศึกษา โดยเราจะใช้สิ่งที่มีอยู่จริงหรือเกิดขึ้นจริงในร่างกายและจิตใจของเรามาศึกษา ซึ่งนี่จะเป็นเหตุและผลที่สมเหตุสมผลที่สุด เพราะมีของจริงมายืนยัน จึงไม่มีทางที่จะผิดพลาดได้เลย พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ อริยสัจ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ซึ่งเป็นความจริงในเรื่องของความทุกข์และการดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ (ตรัสรู้) ซึ่งความจริงนี้มีอยู่ ๔ ประการ อันได้แก่ ๑. ทุกข์ ความทุกข์ ๒. สมุทัย สาเหตุของทุกข์ ๓. นิโรธ ความไม่มีทุกข์ ๔. มรรค วิธีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ปัญหาที่สำคัญหรือใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนก็คือ ความทุกข์ และสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบก็คือ ทรงค้นพบวิธีการดับทุกข์อย่างถาวร แต่สิ่งที่ทรงค้นพบนี้ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง รวมทั้งยังเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง จึงยากที่จะมีผู้เข้าใจได้อย่างแท้จริง อีกทั้งปัจจุบันคำสอนนี้ก็ยังถูกเข้าใจผิดกันไปต่างๆนาๆ จนไม่สามารถนำมาใช้ดับทุกข์ได้จริง ดังนั้นต่อจากนี้ไปเราจะมาศึกษาคำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ นี้กันอย่างละเอียดตามหลักวิทยาศาสตร์ต่อไป ความทุกข์คืออะไร? ความทุกข์ คือ ความรู้สึกที่ทรมานจิตใจ หรือ ความรู้สึกที่ทนได้ยาก ซึ่งความทุกข์ของมนุษย์นั้นก็มีทั้ง ความทุกข์ของร่างกายและความทุกข์ของจิต ซึ่งความทุกข์ของร่างกายนั้นผู้ที่มีความรู้ทางโลกเขาก็รู้วิธีการแก้ไขกันดีอยู่แล้ว ส่วนความทุกข์ของจิตนี้จะต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ระดับพระพุทธเจ้ามาสอนจึงจะแก้ไขหรือดับมันได้ ความทุกข์ของจิตมนุษย์นั้นสรุปแล้วจะอยู่ที่ เป็นทุกข์เพราะ : ความแก่; ความเจ็บ; ความตาย; ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก; ความที่ต้องประสบกับบุคลหรือสิ่งอันไม่เป็นที่รัก; และทุกข์เพราะเมื่ออยากจะได้สิ่งใดแล้วเกิดผิดหวังหรือไม่ได้สิ่งนั้นตามที่อยากจะได้ ความทุกข์เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นมารุนแรง ก็จะทำให้เกิดอาการ เศร้าโศก, เสียใจ, ตรอมใจ, แห้งเหี่ยวใจ, เร่าร้อนใจ เป็นต้นขึ้นมา แต่ถ้าไม่รุนแรงก็จะทำให้เกิดเพียงอาการ กระวนกระวายใจ, ไม่สบายใจ, หงุดหงิดรำคาญใจ, อึดอัดใจ, เศร้าซึม, ขุ่นมัว เป็นต้นขึ้นมา ซึ่งปกติในชีวิตประจำวันของเรานั้นความทุกข์ที่รุนแรงจะมีน้อย แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้วมันจะรุนแรงมาก ส่วนความทุกข์ที่ไม่รุนแรงนั้นจะมีมาก แต่ว่ามันไม่รุนแรง ความทุกข์ทั้งอย่างรุนแรงและไม่รุนแรงนี้ เราจะต้องสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้ง รวมทั้งเพื่อให้รู้จักกับมันได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่เราจะได้ค้นหาสาเหตุของมันให้พบ แล้วกำจัดสาเหตุของมันเสีย เพื่อดับความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ให้ดับลง หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ความทุกข์ที่ยังไม่เกิดขึ้น จะได้ไม่เกิดขึ้นมาอีกอย่างถาวร |