Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web
หลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ ๒

บทที่ ๑
หลักพุทธศาสนาโดยสรุป
หลักความเชื่อ
๑. ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือจะสอนให้ผู้นับถือมีปัญญาอย่างแท้จริง
๒. เชื่อถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาคริสต์
๓. เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ คือเชื่อว่าชีวิตไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้
๔. เชื่อความจริง คือเชื่อสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเห็นจริงแล้วเท่านั้น
๕. เชื่อกรรม คือ เชื่อว่าเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนา มันย่อมมีผลต่อจิตใจเสมอ
๖. เชื่อความเพียร คือ เชื่อว่าเมื่อมีความพยายามอย่างถูกต้อง ย่อมจะประสบผลสำเร็จได้
๗. ไม่เชื่อจากเขาว่ามา คือไม่เชื่อจากผู้อื่นบอกกล่าวมา ไม่ว่าจะกรณีใด
๘. ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่
๙. ไม่เชื่อเรื่องงมงาย เช่น เรื่องไสยศาสตร์,สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,ดวงชะตา,โชค, ลาง, ผี, เทวดา เป็นต้น
๑๐. ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน คือพุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น

หลักคำสอน
๑. สอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ และจะดับหายไปเมื่อเหตุของมันดับลง
๒. สอนว่าจิตสำคัญที่สุด คือจะให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่าวัตถุ
๓. สอนให้พึ่งตนเอง คือไม่สอนให้อ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครมาช่วย
๔. สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เป็นศัตรูกับใคร
๕. สอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย งดเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย
๖. สอนให้มีสติ อย่าประมาท ให้หมั่นฝึกฝนสมาธิ และอบรมปัญญาอยู่เสมอ
๗. สอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย เพื่อที่จิตจะได้นิพพาน
๘. สอนว่า นิพพาน คือความสงบเย็นของจิตใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลส
๙. สอนให้ละเว้นความชั่ว แล้วทำแต่ความดี รวมทั้งทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส
๑๐. สอนว่า นรก คือ ร้อนใจ , สวรรค์ คือ อิ่มใจ ในขณะที่กำลังทำความชั่วและความดีอยู่

จบบทที่ ๑
บทที่ ๒ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา
๑. พุทธศาสนาคืออะไร?
พุทธะ แปลว่า รู้ ,ตื่น,เบิกบาน หรือ หมายถึง พระพุทธเจ้า ที่เป็น ผู้รู้, ผู้ตื่น,ผู้เบิกบาน
ศาสนา แปลว่า คำสอน
พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

๒. ใครคือศาสดา?

ศาสดา แปลว่า ผู้สอน หรือ ผู้ที่เริ่มนำหลักคำสอนมาสอนแก่ผู้คน
พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ หรือผู้รู้สูงสุดที่ไม่มีใครเทียบเท่า ซึ่งพระพุทธเจ้าคือศาสดาของพุทธศาสนา.

๓. กำเนิดที่ใด?

พุทธศาสนาเกิดขึ้น ณ ประเทศอินเดีย ก่อนคริสต์ศาสนา ๕๔๓ ปี โดยจะมีศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนา เก่าแก่ที่ชาวอินเดียนับถือกันอยู่ก่อนมาช้านานแล้ว.

๔. สิ่งสูงสุดคืออะไร?

สิ่งที่ชาวพุทธนับถือว่ามีอำนาจสูงสุดในโลก ในจักรวาล ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปก็คือธรรมชาติ (ศาสนาคริสต์ และ อิสลาม จะนับถือพระจ้าเป็นสิ่งสูงสุด).

๕. คัมภีร์ชื่ออะไร?

คัมภีร์ คือ ตำรารวบรวมคำสอน ซึ่งพระไตรปิฎกคือตำรารวบรวมคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาเอาไว้.

๖. หลักคำสอนโดยสรุปมีว่าอย่างไร?

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสรุปมี ๓ ประการ คือ
๑. สอนให้ละเว้นความชั่ว
๒. สอนให้ทำความดี
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์

๗. หลักความเชื่อเป็นอย่างไร?

พุทธศาสนามีหลักความเชื่อโดยสรุปดังนี้
๑. ไม่เชื่ออะไรงมงายไร้เหตุผล เช่น ไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์, โหราศาสตร์, เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรื่องผี-สาง, เรื่องเทวดา-นางฟ้า, เรื่องนรกใต้ดิน- สวรรค์บนฟ้า เป็นต้น
๒. เชื่อสิ่งที่ปรากฏแก่ตนเองจริงๆแล้วเท่านั้น คือจะเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้แล้ว เช่นเชื่อว่าทำดีแล้วจะสุขใจ หรือเชื่อว่าถ้าขยันเรียนก็จะสอบได้คะแนนดี เป็นต้น
๓. ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่ ซึ่ง หลักความเชื่อนี้เป็นหลักการที่ตรงกับหลักการของวิทยาศาสตร์นั่นเอง.

๘. พุทธศาสนามีกี่นิกาย?

นิกาย หมายถึง พวก หรือ หมู่ ซึ่งพุทธศาสนาในโลกปัจจุบันแบ่งเป็น ๒ นิกายใหญ่ๆ คือ
๑. มหายาน ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศจีน, ไต้วัน, เวียดนาม
๒. เถรวาท (หินยาน) ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศไทย, ลาว, พม่า

๙. มูลเหตุให้เกิดศาสนา

๑. เกิดจากการไม่รู้เรื่องกฎเกณฑ์ธรรมชาติ คือไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์
๒. เกิดจากการกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่นฟ้าผ่า คิดว่ามีเทพเจ้าบันดาล
๓. เกิดจากความจงรักภักดี คือเชื่อมั่นสิ่งใดก็คิดว่าสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์
๔. เกิดจากอิทธิพลของบุคคลสำคัญ เช่นบรรพบุรุษ ,คนกล้า, ที่ยกขึ้นเป็นเทพเจ้าเมื่อตายแล้ว
๕. เกิดจากต้องการความรู้แจ้งที่แท้จริง คืออยากรู้ความจริงของชีวิตและโลก

๑๐. ประโยชน์จากการนับถือพุทธศาสนาคืออะไร?

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการนับถือพุทธศาสนาก็คือ
๑. มีปัญญา ไม่โง่เขลา
๒. มีหลักในการดำเนินชีวิต
๓. มีสุขมากขึ้น มีทุกข์น้อยลง

จบบทที่ ๒

บทที่ ๓ หลักพุทธธรรม

๑. ธรรมะ ๒ ระดับ

คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ในที่นี้จะหมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแบ่งได้ ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับพื้นฐาน (ศีลธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนชาวบ้านทั่วไป
๒. ระดับสูง (ปรมัตถธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนคนที่มีปัญญา

๒. โอวาท ๓ ประการ

ธรรมทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้นสามารถสรุปเป็นหลักใหญ่ๆได้ ๓ ประการ อันได้แก่
๑. สอนให้ละเว้นการทำความชั่วทั้งปวง (ระดับศีลธรรม)
๒. สอนให้ทำความดีให้สมบูรณ์ (ระดับศีลธรรม)
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ (ระดับสูง)

๓. จุดหมายของพุทธศาสนา

จุดหมายของพุทธศาสนาในแต่ละระดับก็คือ ๑. ระดับพื้นฐานก็คือ เพื่อให้ชีวิตมีความปรกติสุข และเพื่อให้โลกมีสันติภาพ
๒. ระดับสูงก็คือ เพื่อความพ้นทุกข์ หรือ นิพพาน

๔. อะไรคือความชั่ว?

ความชั่วก็คือ การกระทำที่ผู้คนเกลียดชัง ซึ่งสรุปอยู่ที่การเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความชั่วที่เห็นได้ชัดก็คือ การละเมิดศีล ๕ และการลุ่มหลงอบายมุข ซึ่งต้นตอของความชั่วก็คือ จิตที่มีกิเลสมาก

๕. กิเลสคืออะไร?

กิเลส หมายถึง ความสกปรกของจิตใจ ซึ่งมีอยู่ ๓ อาการได้แก่
๑. ความโลภ คืออยากได้ของผู้อื่น
๒. ความโกรธ คืออยากทำร้ายผู้อื่น
๓. ความหลง คือหลงผิด ไม่รู้จริง
ตามธรรมดาจิตใจของเราจะสะอาด หรือบริสุทธิ์ และมีความปรกติสุข แต่เมื่อเกิดอาการของกิเลสขึ้นมาจิตใจก็จะมืดมัวหรือสกปรก และไม่มีความปรกติสุข หรือจะมีความเร่าร้อนทรมานขึ้นมาแทน(เกิดความทุกข์).

๖. ศีล ๕ ของชาวบ้าน

ศีล แปลว่า ความปรกติ ซึ่งศีลระดับชาวบ้านก็คือ ศีล ๕

๗. อบายมุข เหตุแห่งความเสื่อม

อบายมุข แปลว่า ปากทางไปสู่ความเสื่อม หรือ หมายถึงสาเหตุของปัญหาสังคม

๘. อะไรคือความดี?

ความดีก็คือ การกระทำที่ผู้คนชื่นชอบ ซึ่งสรุปอยู่ที่การทำให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความดีนี้แยกได้ ๒ ระดับคือ
๑. ความดีขั้นพื้นฐาน อันได้แก่การปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างถูกต้อง
๒. ความดีขั้นสูง อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่น
ต้นตอของความดีก็คือ จิตที่มีกิเลสน้อย (คือความไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลงผิด).

๙. ความดีขั้นสูง

ความดีขั้นสูงก็คือการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน หรือช่วยให้เขามีความสุข ซึ่งการช่วยนี้ก็สามารถทำได้ ๔ ลักษณะ คือ
๑. ช่วยด้วยการให้ทรัพย์ หรือสิ่งของ หรือช่วยด้วยแรงกาย
๒. ช่วยด้วยการให้ความรู้ หรือวิชาการต่างๆ
๓. ช่วยด้วยการให้อภัย หรือให้โอกาส
๔. ช่วยด้วยการให้ธรรมะ หรือช่วยชี้ทางสว่างให้
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง เพราะธรรมะจะเป็นแสงสว่างของชีวิต ทำให้ผู้รับสามารถดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้อง คือไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสงบสุขได้.

๑๐. กรรมคืออะไร?

กรรม แปลว่า การกระทำด้วยเจตนา หรือความตั้งใจ หรือจงใจ ซึ่งกรรมนี้สรุปได้ ๒ ประเภท คือ
๑. กรรมชั่ว การกระทำชั่ว ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นฆ่าสัตว์),วาจา(เช่นพูดโกหก),ใจ(เช่นคิดโลภ)
๒. กรรมดี การกระทำดี ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นให้ทรัพย์),วาจา(เช่นให้ความรู้), ใจ(เช่นคิดถูกต้อง)

๑๑. ผลของกรรมคืออะไร?

วิบาก แปลว่า ผลของกรรม ซึ่งผลของกรรมนี้จะเป็นผลทางจิตใจโดยตรง อันได้แก่
๑. วิบากชั่ว คือผลจากกรรมชั่ว อันได้แก่ความรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ ร้อนใจ ไปตามลำดับ
๒. วิบากดี คือผลจากกรรมดี อันได้แก่ความรู้สึกสบายใจ อิ่มใจ สุขใจ ไปตามลำดับ

๑๒. เวลาให้ผลของกรรม

เวลาให้ผลของกรรมนี้จะมี ๒ ช่วง คือ
๑. ทันทีขณะที่ทำกรรมใดๆอยู่
๒. หลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่ง
ขณะที่เราทำกรรมชั่วอยู่ เช่นกำลังโกรธและด่าเพื่อนด้วยคำหยาบคายอยู่ (กรรมชั่วทางวาจา) จิตใจของเราก็จะรู้สึกไม่สบายใจ หรือร้อนใจในขณะที่กำลังด่าอยู่นั้น และเมื่อด่าเสร็จแล้วเราก็ยังมีความรู้สึกไม่สบายใจหรือร้อนใจอยู่อีกระยะหนึ่งด้วย(ถ้าหยาบมากก็ร้อนใจนาน แต่ถ้าน้อยก็ไม่นาน) เป็นต้น.
หรือเมื่อขณะที่เรากำลังช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนให้พ้นความเดือดร้อนอยู่(กรรมดีทางกาย) จิตใจของเราก็จะรู้สึกสุขใจ สบายใจทันทีขณะที่กำลังช่วยอยู่ และแม้จะช่วยเสร็จแล้วเราก็ยังรู้สึกสุขใจ สบายใจอยู่ระยะหนึ่งด้วย(ถ้าทำดีมากก็สุขใจนาน ถ้าดีน้อยก็สุขใจไม่นาน) เป็นต้น.

๑๓. บาป-บุญ คืออะไร

บาปก็คือการทำกรรมชั่วทั้งหลาย และบุญก็คือการทำความดีทั้งหลาย คือเมื่อทำบาปก็จะรู้สึกไม่สาบายใจ แต่ถ้าทำบุญก็จะรู้สึกสุขใจ
เรื่องบาป-บุญ หรือกรรมชั่ว-กรรมดีของพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องทางจิตใจโดย ตรง คือเป็นเรื่องของจิตสำนึกที่พอทำชั่ว จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความชั่ว หรือไม่ดี แล้วมันก็จะเสียใจ ไม่สบายใจของมันเอง แต่ถ้าทำดี จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความดี แล้วมันก็จะสุขใจ อิ่มใจของมันเอง

๑๘. นรก-สวรรค์คืออะไร?

คำว่า “ นรก” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังที่เร่าร้อนทรมาน เพราะทำบาปเอาไว้มาก(เช่นขณะที่เรากำลังร้องไห้เพราะเสียใจมาก) ส่วนคำว่า “สวรรค์” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังมีความสุขใจ หรืออิ่มเอมใจอย่างยิ่ง เพราะได้ทำความดีเอาไว้มาก( เช่นขณะที่เรากำลังยิ้มร่าเพราะสุขใจมาก).

ส่วนนรกที่อยู่ใต้ดิน และสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า ที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายไปแล้วตามที่เราเคยได้ยินมานั้น ไม่ใช่ของพุทธศาสนา แต่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ปะปนเข้าอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จนทำให้ชาวพุทธหลงเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราจะต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย. ๑๘. สรุปเรื่องกรรม

สรุปได้ว่า เมื่อเรากระทำสิ่งใดลงไป มันจะมีผล ๒ อย่าง อันได้แก่
๑. ผลทางจิตใจ คือเกิดความรู้สึกสุขใจหรือทุกข์ใจที่เรียกว่าผลกรรม ซึ่งให้ผลแน่นอนเสมอ
๒. ผลทางสังคม คือเมื่อทำชั่วจะถูกติเตียนหรือลงโทษและ เมื่อทำดีจะได้รับคำชมหรือรางวัล ซึ่งไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนรู้หรือไม่
สรุปได้ว่า เรื่องกรรมของพุทธศาสนาเป็นเรื่องเฉพาะทางจิตใจ ที่เราจะต้องสังเกตจึงจะเข้าใจ ส่วนเรื่องผลภายนอกหรือผลทางสังคมนั้นนั้นพุทธศาสนาไม่สอน เพราะใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว และมันก็ไม่แน่นอนอีกด้วย.

๑๖. นิพพานคืออะไร?

นิพพาน แปลว่า ความสงบเย็น หรือความเย็นใจ ซึ่งเกิดมาจากการที่จิตของเราบริสุทธิ์จากกิเลส คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดอาการของกิเลสใดๆขึ้นมา(คือโลภ หรือโกรธ หรือหลงผิด) จิตของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ หรือจะเศร้าหมอง แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ชนิดต่างๆขึ้นมา(รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้างตามกิเลสที่เกิดขึ้น) แต่ขณะใดที่จิตเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะบริสุทธิ์ แล้วมันก็จะสงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง แจ่มใสขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คืออาการของนิพพาน.

๑๗. ธรรมะอยู่ที่จิตใจของเราเอง

เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ธรรมะของพุทธศาสนาจะอยู่ที่จิตใจของเราเองทั้งสิ้น เพราะพุทธศาสนาจะสอนเรื่องสภาวะของจิตใจ ไม่สอนเรื่องวัตถุภายนอก คือจะสอนว่าเมื่อใดเราทำความดี จิตก็จะเป็นสุข แต่เมื่อใดที่เราความชั่ว จิตก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราทำจิตให้บริสุทธิ์(คือไม่มีกิเลสรบกวน) จิตของเราก็จะสงบ

๑๘. สรุปนรก-สวรรค์-นิพพาน

มีผู้รู้กล่าวเอากล่าวเอาไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” และ “นิพพานคือความเย็นใจ” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด ดังจะสรุปได้ว่า

ร้อนใจไปนรก
ดีใจไปสวรรค์
เย็นใจไปนิพพาน

จึงขอให้ทุกคนเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการเรียนรู้หลักธรรมะของพุทธศาสนา และไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมาพบพระพุทธศาสนา.

๑๕. ตายแล้วไปไหน?

ตามหลักพุทธศาสนาแล้วไม่สอนว่าตายแล้วไปไหน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่จะสอนให้คิดว่า เมื่อเทียนดับ แสงสว่างหายไปไหน? คือร่างกายก็เหมือนแท่งเทียน จิตใจก็เหมือนแสว่างที่เกิดจากการเปลวเทียนที่ลุกไหม้ เมื่อเปลวไฟเทียนดับ แสงสว่างก็จะดับหายตามไปด้วย เมื่อจุดไฟใหม่ แสงสว่างก็กลับมามีอีก ซึ่งนี่เป็นการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์.

จบบที่ ๓

บทที่ ๔ คุณธรรมประจำใจ

๑. เบญจศีล

เบญจศีล ก็คือ หลักข้อยกเว้นการทำชั่ว ๕ ประการ อันได้แก่
๑. ไม่ฆ่า ไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิต
๒. ไม่ลัก ไม่คดโกงทรัพย์ผู้อื่น
๓. ไม่ล่วงละเมิดกามารมณ์ของผู้อื่น
๔. ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ
๕. ไม่ดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติด

๒. เบญจธรรม

เบญจธรรม ก็คือ หลักธรรมแห่งความดีงาม ๕ ข้อ ซึ่งสูงกว่าศีล ๕ อันได้แก่
๑. มีเมตตา คือรักผู้อื่น เป็นมิตรกับทุกคน
๒. ประกอบอาชีพสุจริต
๓. มีความสำรวมในกาม
๔. มีสัจจะ คือพูดจริง
๕. มีสติสัมปชัญญะ

๓. อิทธิบาท ๔

อิทธิบาท คือหลักปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหมาย ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. ฉันทะ คือพอใจในสิ่งที่ทำอยู่
๒. วิริยะ คือพากเพียรทำ
๓. จิตตะ คือมีใจจดจ่ออยู่ในสิ่งที่ทำ
๔. วิมังสา คือพิจารณาหาเหตุผลในสิ่งที่ทำ

๔. จักร ๔

จักร คือหลักปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความเจริญ ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. อยู่ในถิ่นที่มีคนดีมีความรู้
๒. คบคนดีมีความรู้
๓. ปฏิบัติตนเป็นคนดี
๔. เป็นผู้ได้สั่งสมความดีมาก่อน

๕. อคติ ๔

อคติ หมายถึงความลำเอียง ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. ลำเอียงเพราะรัก
๒. ลำเอียงเพราะโกรธ เกลียด
๓. ลำเอียงเพราะกลัว
๔. ลำเอียงเพราะโง่

๖. ฆราวาสธรรม ๔

ฆราวาสธรรม หมายถึงหลักธรรมสำหรับผู้ครองเรือน ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. สัจจะ คือมีความจริงใจ พูดจริง ทำจริง
๒. ทมะ คือรู้จักข่มใจไม่ทำล่วงสัจจะ
๓. ขันติ คือมีความอดทนต่อสิ่งยั่วยวน
๔. จาคะ คือสละสิ่งที่ไม่ดีหรือเกินออกไป

๗. สุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง

ผู้ครองเรือนจะมีความสุขจากการกระทำ ๔ ประการนี้
๑. สุขเกิดจากการมีทรัพย์
๒. สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์
๓. สุขเกิดจากการความไม่เป็นหนี้
๔. สุขเกิดจากการประกอบหน้าที่การงานที่ไม่เป็นโทษ

๘. ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้ไม่นาน

ตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวยจะตั้งอยู่ไม่ได้นานก็เพราะเหตุ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. ไม่แสวงหาสิ่งของที่หายไป
๒. ไม่ซ่อมแซมสิ่งของที่เก่าแก่เสียหาย
๓. ไม่รู้จักประมาณในการใช้จ่าย
๔. ตั้งหัวหน้าครอบครัวเป็นคนทุศีล

๙. ค้าขายไม่ชอบธรรม ๕

การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม ๕ ประการได้แก่
๑. ค้าขายอาวุธเครื่องประหาร
๒. ค้าขายมนุษย์
๓. ค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
๔. ค้าขายสุราและสิ่งเสพติด
๕. ค้าขายยาพิษ(สารพิษ)

๑๐. ประโยชน์จากการถือโภคทรัพย์

เมื่อแสวงหาทรัพย์มาได้แล้วจะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ ๔ อย่างดังนี้
๑. เลี้ยงครอบครัวให้เป็นสุข
๒. เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
๓. บำบัดอันตรายที่เกิดจากเหตุต่างๆ
๔. ทำพลี ๕ อย่างคือ
๑. สงเคราะห์ญาติ
๒. ต้อนรับแขก
๓. ทำบุญบูชาความดีของผู้ที่ตายไปแล้ว
๔. เสียภาษี

จบบทที่ ๔

บทที่ ๕ ประวัติพุทธสาวก

๑. พระสารีบุตร

พระสาระบุตร เดิมท่านชื่อว่า อุปติสสะ มีบิดาเป็นนายบ้าน มีมารดาชื่อ สารี เพื่อนภิกษุด้วยกันจึงเรียกท่านว่า สารีบุตร ที่หมายถึงบุตรนางสารี ท่านเป็นคนมีปัญญาและเกิดความเบื่อหน่ายในความสุขอย่างโลกๆ จึงชวนเพื่อนสนิทคือโกลิตะออกบวชในสำนักอาจารย์สัญชัยซึ่งเป็นเจ้าลัทธิหนึ่งของสมัยนั้น แต่ก็ไม่พอใจเพราะยังไม่พบวิธีการดับทุกข์ที่แท้จริง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จนท่านได้พบกับพระอัสชิซึ่งเป็นพระปัญจวัคคีย์องค์สุดท้าย และได้ฟังธรรมจากพระอัสชิจนได้ดวงตาเห็นธรรม(เห็นแจ้งธรรมะ) ท่านจึงไปชวนโกลิตะไปขอบวชกับพระพุทธเจ้า เมื่อท่านบวชได้ไม่นานท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศ(เอตทัคคะ)ทางด้านมีปัญญามาก อันเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า(ยืนอยู่ทางขวามือของพระพุทธรูปในโบสถ์).

๒. พระโมคัลลานะ

พระโมคคัลลานะ เดิมท่านชื่อว่า โกลิตะ เป็นเพื่อนสนิทกับ อุปติสสะ เมื่ออุปติสสะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วก็มาชวนท่านไปขอบวชกับพระพุทธเจ้า เมื่อบวชได้ไม่นานท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางด้านมีฤทธิ์มาก (ฤทธิ์ในที่นี้หมายถึงมีความสามารถในการสอนและชักนำใจผู้อื่น) และเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า(ยืนอยู่ทางซ้ายมือของพระพุทธรูปในโบสถ์),P. ๓. กุมภโฆสกเศรษฐี
กุทภโฆสกะเศรษฐี เมื่อสมัยเป็นเด็กบิดาของท่านตายด้วยอหิวาตกโรค ก่อนตายบิดาได้บอกที่ซ่อนขุมทรัพย์ให้แก่ท่าน แล้วท่านก็ได้หนีไปอาศัยอยู่ต่างเมืองนานถึง ๑๒ ปี จึงเดินทางกลับมายังกรุงราชคฤห์ บ้านเกิดและรับจ้างตะโกนปลุกคนให้ตื่นขึ้นทำงานแต่เช้า จนพระเจ้าพิมพิสารได้ยินเข้าจึงบอกพระมเหสีว่านั่นคือเสียงของคนมีทรัพย์ พระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารจึงได้ออกอุบายยกพระธิดาให้โฆสกะ และทำให้โฆสกะเปิดเผยว่ามีทรัพย์มาก ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารจึงได้แต่งตั้งโฆสกะเป็นเศรษฐีประจำเมืองราชคฤห์.

๔. นางจุฬสุภัททา

นางจูฬสุภัททา เป็นธิดาของอนาถบิณทิกเศรษฐีที่นับถือพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง โดยนางได้ติดตามบิดาไปวัดฟังธรรมตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อโตขึ้นเป็นสาวได้แต่งงานกับสามีที่นับถือศาสนาอื่น ต่อมาภายหลังนางได้ชักจูงพ่อสามีและคนอื่นๆให้มานับถือพระพุทธเจ้าได้

๕. ฉัตตปาณิอุบาสก

ฉัตตปาณิ เป็นอุบาสกที่แตกฉานในธรรมคนหนึ่ง เกิดในเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ท่านได้ฟังธรรมและรักษาศีลอุโบสถ(ศีล ๘ )อยู่เสมอ ท่านได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นอนาคามี
ครั้งหนึ่งขณะท่านนั่งฟังธรรมอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้านั้น พระเจ้าปเสนธิโกศลเสด็จมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ฉัตตปาณิไม่ถวายความเคารพพระเจ้าปเสนธิโกศล ซึ่งทำให้พระเจ้าปเสนธิโกศลไม่พอพระทัยอยู่เงียบๆ แต่ก็ไม่ว่าอะไร ต่อมาได้พบฉัตตปาณิจึงได้ถามในเรื่องที่ไม่แสดงความเคารพในวันนั้น ซึ่งฉัตตปาณิก็ตอบว่าเพราะพระพุทธเจ้าเป็นเลิศกว่าราชาทั้งหลายอยู่แล้ว การเคารพผู้อื่นต่อหน้าพระพุทธเจ้าจึงเป็นการไม่สมควร ซึ่งพระเจ้าปเสนธิโกศลก็พอพระทัย และได้เชิญให้ฉัตตปาณิไปสอนธรรมะแก่พระมเหสีของพระองค์ ซึ่งแต่ฉัตตปาณิปฏิเสธเพราะเห็นว่าผู้ชายจะเข้าออกวังบ่อยๆจะไม่ดีอาจมีผู้ติฉินนินทาได้ ขอให้พระเจ้าปเสนธิโกศลไปขอพระมาสอนแทนดีกว่า ซึ่งพระเจ้าปเสนธิโกศลก็ทรงพอพระทัย.

๖. พระนางปฎาจาราเถรี

นางปฏาจาราเป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล เมื่อเป็นสาวนางถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้านไม่ให้คบผู้ชาย แต่ในที่สุดนางก็ได้หนีไปอยู่กันกับคนรับใช้ในป่า จนนางจะคลอดลูกคนที่ ๒ ก็ได้กลับบ้านเพื่อมาคลอดลูก แต่ระหว่างทางเกิดคลอดลูกกลางทางและลูก ๒ คนจมน้ำตายและสามีก็ถูกงูพิษกัดตาย นางเสียใจมากและพอกลับมาถึงบ้านก็ได้ข่าวว่าบิดามารดาและทุกคนก็ตายหมดเพราะถูกพายุทำลายบ้านเรือน จึงทำให้นางเสียใจมากจนเสียสติและเดินแก้ผ้าผ่อนจนไปพบพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมแก่ชาวบ้านอยู่ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็แสดงธรรมโปรดจนนางมีสติและบรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นโสดาบันและขอบวช ต่อมาไม่นานางก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในด้านเป็นผู้ทรงวินัย.

จบบทที่ ๕

บทที่ ๖ มารยาทชาวพุทธ ศาสนพิธี วันสำคัญทางพุทธศาสนา
มารยาทชาวพุทธ
มารยาทในการไปหาพระสงฆ์ที่วัด
๑. แต่งกายสุภาพ
๒. เมื่อพบให้กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง แล้วนั่งพับเพียบ
๓. สนทนากับท่านอย่างสุภาพ สตรีไม่ควรสนทนากับท่านสองต่อสอง
๔. ไม่ควรสนทนากับท่านนานเกินควร
มารยาทในการรับสิ่งของจากพระสงฆ์
๑. เมื่อพระสงฆ์ยืนอยู่หรือนั่งบนที่สูง ให้เดินเข้าไปรับอย่างสำรวม ชายรับจากมือท่าน ส่วนหญิงพระท่านจะปล่อยใส่มือให้
๒. เมื่อพระสงฆ์นั่งกับพื้นหรือบนเก้าอี้ ให้เดินเข้าไปใกล้แล้วเดินเข่าเข้าไปกราบ ๓ ครั้งแล้วรับของเหมือนข้อ ๑

มารยาทในการประเคนของแด่พระภิกษุสงฆ์
การประเคนคือการยกของถวายพระ เฉพาะของที่ยกได้ ซึ่งควรอยู่ใน “หัตถบาส” คือห่างไม่เกิน ๑ ศอก ชายประเคนได้เลย ส่วนหญิงควรประเคนบนผ้ารับประเคนของพระสงฆ์ ส่วนอาหารที่ประเคนแล้วไม่ควรแตะอีก กระโถน จาน ชาม น้ำ ไม่ต้องประเคน เมื่อประเคนเสร็จกราบ ๓ ครั้ง.

มารยาทในการยืน
๑. ยืนสวดมนต์ ให้ยืนตรงขาชิดกัน ประนมมือ ก้มศีรษะเล็กน้อย
๒. ยืนต่อหน้าผู้ใหญ่ ให้ยืนตรง ขาชิด มือทั้งสองแนบข้างหรือประสานกันเหนือเข็มขัด
๓. ยืนต้อนรับ ให้ ยืนตรงไม่ก้มหน้า

มารยาทในการเดิน
๑. เดินตามลำพัง ควรเดินอย่างสง่า สุภาพ หลังตรง ไม่ก้าวยาวหรือสันเกินไป
๒. เดินกับผู้ใหญ่ ให้เดินห่างพอควร เยื้องไปทางซ้ายหลังผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม
๓. เดินนำเสด็จ ให้ เดินห่างพอฟังพระกระแสรับสั่งได้ยิน เยื้องไปทางซ้ายอย่าเดินบนพรม
๔. เดินตามเสด็จ ให้เดินอย่างสุภาพ ไม่คุยหรือทักทายคนอื่น
๕. เดินเข้าห้องประชุม ให้ เดินสุภาพ ถ้าผ่านผู้ใหญ่ให้ก้มตัว
๖. เดินเข้าไปในสถานที่เคารพ ให้สำรวม สุภาพ ไม่ทิ้งสิ่งของหรือบ้วนน้ำลายลงบนพื้น

มารยาทในการนั่ง
๑. การนั่งฟังเทศน์ ฟังพระสวดมนต์ ถ้านั่งพื้นให้นั่งพับเพียบ ตั้งตัวตรงประนมมือ เมื่อฟังจบให้กราบ ถ้านั่งเก้าอี้ให้ยกมือไหว้ไม่ต้องกราบ
๒. นั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ ถ้านั่งกับพื้นให้นั่งพับเพียบ ถ้านั่งเก้าอี้ให้นั่งเข่าชิด ไม่ไขว่ห้าง
๓. นั่งคุกเข่า ให้นั่งตัวตรง วางก้นบนสันเท้า ให้ปลายเท้าจรดพื้น

มารยาทในการไปเยี่ยมผู้อื่น
๑. เมื่อถึงประตูบ้านควรเคาะก่อน
๒. เมื่อเข้าบ้านควรทำความเคารพเจ้าของบ้านก่อน
๓. ไม่ควรอยู่นาน และไม่ควรพูดพร่ำเพรื่อ
๔. ไม่ควรไปเวลาเขาจะรับประทานอาหาร

มารยาทในการับประทานอาหาร
๑. แต่งตัวเรียบร้อย
๒. ไปถึงงานก่อนเวลานัด
๓. ระวังไอจาม ขาก บ้วน ถ้าจำเป็นก็ขออนุญาตคนที่นั่งใกล้กับตนก่อน
๔. พูดแต่เรื่องดี ไม่พูดเรื่องน่าขยะแขยง
๕. อย่ากินมูมมาม
๖. อย่าเอาข้อศอกเท้าใต้คาง

มารยาทในการพูด

๑.พื้นฐานในการพูดก็คือ

๑. ไม่พูดโกหก, คำหยาบ ,ส่อเสียด,เพ้อเจ้อ
๒. ควรพูดสุภาพเช่นครับ ,ค่ะ
๓. ควรพูดคำว่า สวัสดี, ขอบคุณ,ขอบใจ,ขอโทษให้ติดปาก
๔. ไม่ควรพูดเล่น,พูดดัง,พูดสวน,พูดล้อเลียน,หรือพูดให้คนอื่นอับอาย
๕. ไม่พูดโออวดตนหรือลบหลู่ผู้อื่น

๒. การมีมารยาทในการพูดจะมีผลดีดังนี้

๑. จิตใจผู้พูดจะปรกติสุข
๒. ไม่มีคนรังเกียจ ไม่มีศัตรู
๓. มีแต่คนรัก คนนับถือ
๔. มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

๓. การไม่มีมารยาทในการพูดก็จะมีผลเสียดังนี้

๑. จิตใจผู้พูดจะไม่ปรกติ(เร่าร้อน)
๒. มีแต่คนรังเกียจ มีศัตรูมาก
๓. ไม่มีคนรัก คนนับถือ
๔. ชีวิตตกต่ำไม่เจริญ

ศาสนพิธี
การตักบาตร
การตักบาตรคือ การเอาข้าว และอาหารใส่บาตรรพระหรือสามเณรในตอนเช้าตรู่ ซึ่งวิธีปฏิบัติในการใส่บาตรมีดังนี้
๑. อธิฐานว่าขอให้จิตบริสุทธิ์
๒. ระวังอย่าให้ทัพพีถูกบาตร
๓. อย่าชวนพระคุย
๔. ใส่เสร็จยกมือไหว้

พิธีทำบุญ
พิธีทำบุญ หมายถึง การทำบุญทางพุทธศาสนา ซึ่งเน้นอยู่ที่การถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ โดยจัดพิธีที่บ้านหรือที่วัด โดยมีจุดประสงค์ดังนี้
๑. เพื่อกำจัดความโลภ ความตระหนี่ถี่เหนียว
๒. เพื่อแบ่งปัน และรู้จักเสียสละเพื่อผู้อื่น
๓. เพื่อให้เกิดความสุข ความเจริญแก่ชีวิต
๔. เพื่อดำรงพุทธศาสนา

พิธีทำบุญนี้มีอยู่ ๒ ประเภท คือ
๑. พิธีทำบุญในงานมงคล เช่นงานบวช งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น
๒. พิธีทำบุญในงานอวมงคล คืองานศพ
การทำบุญก็นิมนต์พระ ๗ หรือ ๙ รูป ตรียมโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น เมื่อเริ่มงานก็ทำพิธีถึงไตรสรณะ อาราธนาศีล เมื่อพระให้ศีลเสร็จก็อาราธนาพระปริตร เมื่อพระสวดเสร็จก็ถวายภัตตาหาร เสร็จแล้วพระก็จะให้พร ถ้ามีการเทศน์ก็อาราธนาธรรม เมื่อพระเทศน์จบก็จะให้พรก็เป็นอันเสร็จพิธี

การถึงไตรสรณะ
การถึงไตรสรณะ คือการเข้าถึงที่พึ่ง ๓ ประการคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งจะทำเมื่อประกอบพิธีกรรมทุกพิธี โดยปฏิญาณตนว่า
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
และให้กล่าวเช่นนี้อีก ๒ ครั้งรวมเป็น ๓ ครั้ง

การอาราธนาศีล
การอาราธนาศีลก็คือการขอให้พระสงฆ์บอกศีลให้เราพูดตาม เช่นศีล ๕ หรือศีล ๘ (ขึ้นต้นว่า มะยังภัณเต ) เมื่ออาราธนาจบให้กราบ ๓ ครั้ง.

อาราธนาธรรม
การอาราธนาธรรมก็คือการเชื้อเชิญให้พระสงฆ์แสดงธรรมหรือเทศน์(ขึ้นต้นว่า พรหมา จะโรกา)ซึ่งจะทำต่อจากที่พระสงฆ์ให้ศีลจบแล้วเมื่ออาราธนาจบให้กราบ ๓ ครั้ง.

อาราธนาพระปริตร
การอาราธนาพระปริตรคือการเชื้อเชิญให้พระสงฆ์สวดมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล(ขึ้นต้นว่า วิปปะติ ปะติ) เมื่ออาราธนาจบให้กราบ ๓ ครั้ง.

วันสำคัญทางศาสนา
๑. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ, ตรัสรู้, และปรินิพพาน
๒. อาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕
๓. วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมพร้อมกันในวันเพ็ญโดยมิได้นัดหมาย
๔. วันเข้พรรษา เป็นวันที่พระสงฆ์อธิฐานว่าจะอยู่ประจำที่เป็นเวลา ๓ เดือน
๕. วันอออกพรรษา เป็นวันครบการอยู่จำพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน

จบบทที่ ๖

บทที่ ๗ การฝึกสมาธิ
๑. สมาธิ ๒ ประเภท
สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่น หรือหมายถึงความตั้งใจ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่
๑. สมาธิใช้งาน ซึ่งก็คือความตั้งใจตามธรรมดา
๒. สมาธิขั้นสูง ซึ่งก็คือความตั้งใจที่สูงมาก
ขณะที่เราตั้งใจเรียน หรือตั้งใจฟัง ตั้งใจพูด ตั้งใจคิดอยู่นั้น เราก็มีสมาธิขั้นใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งสมาธิใช้งานนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเรียน หรือการทำงานทั้งหลาย
ส่วนสมาธิขั้นสูงนั้นเป็นการฝึกจิตให้ตั้งมั่นมากขึ้น(ฌาณ)กว่าสมาธิใช้งานที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งสมาธิขั้นสูงนี้ถ้าฝึกได้สำเร็จจะทำให้เรามีสมาธิใช้งานที่สมบูรณ์.

๒. ลักษณะของสมาธิ

จิตที่มีสมาธิทั้งหลายจะมีอาการโดยสรุป ๓ ประการ อันได้แก่
๑. บริสุทธิ์ คือบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย
๒. ตั้งมั่น คือหนักแน่น มั่นคง เข้มแข็ง ไม่ส่ายซ่าน
๓. สุขม คือมีความ เหมาะสมแก่การงานที่ละเอียดอ่อนทั้งหลาย
สมาธินั้นเมื่อเกิดขึ้นมันจะทำให้กิเลสทั้งหลาย(รวมทั้งนิวรณ์)ระงับดับลง แล้วจิตก็จะบริสุทธิ์ และตั้งมั่น รวมทั้งจิตนี้จะมีความอ่อนโยนเหมาะสมในการทำงานที่ละเอียดอ่อนทั้งหลายได้เป็นอย่างดี.

๓. ศัตรูของสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วครอบงำจิตของเราอยู่เสมอๆ จนทำให้จิตของเราไม่เกิดสมาธินั้นก็คือกิเลสอย่างอ่อนๆที่เรียกว่า นิวรณ์ ที่หมายถึง สิ่งปิดกั้นความดี ซึ่งมีอยู่ ๕ อาการคือ
๑. ความรู้สึกพอใจในเรื่องกามารมณ์(สิ่งน่ายินดีทั้งหลาย)
๒. ความรู้สึกอึดอัดขัดเคืองใจ หรืออาฆาตพยาบาท
๓. ความรู้สึกฟุ้งซ่าน น่ารำคาญใจ
๔. ความรู้สึกหดหู่ เซื่องซึม มึนชา
๕. ความลังเลสงสัยในสิ่งที่เชื่อถือ
ปกติจิตของเราจะมีนิวรณ์เกิดขึ้นมาครอบงำอยู่เกือบจะทั้งวัน จึงทำให้เราเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าใจ, ลืมง่าย, ทำงานก็ไม่ได้ดี, พูดก็หลงๆลืมๆ ซึ่งก็คือทำให้จิตไม่มีสมาธินั่นเอง แล้วก็ส่งผลทำให้จิตของเราไม่สงบเย็น(ไม่นิพพาน) จิตของเราจึงเศร้าหมอง ขุ่นมัว(ความทุกข์อ่อนๆ) และพร้อมที่จะเกิดความทุกข์ที่รุนแรงตามมาได้เสมอ.

๔. การฝึกอานาปานสติ

อานาปานสติ หมายถึง สติที่กำหนดอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการฝึกสมาธิขั้นสูง โดยมีหลักการดังนี้
๑. นั่งขัดสมาธิ ตั้งตัวตรง จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้
๒. บังคับลมหายใจให้เบาและยาวอย่างสม่ำเสมอ
๓. ตั้งสติกำหนดอยู่ที่ลมหายใจมากระทบบริเวณจมูกตลอดเวลา
๔. พยายามระวังตัวอยู่เสมอ อย่าให้นิวรณ์และความคิดต่างๆเกิดขึ้นมา
การฝึกจะต้องพยายามฝึกอย่างส่ำเสมอจนจิตสงบและนิวรณ์อ่อนลง ก็แสดงว่าจิตเริ่มมีสมาธิมากขึ้น และถ้านิวรณ์ ระงับลงและจิตตั้งมั่งสูงมากจนไม่มีความคิดนึกใดๆอยู่เลย ก็แสดงว่าจิตเริ่มมีสมาธิขั้นสูงแล้ว(เริ่มเกิดฌานระดับต้น) ซึ่งก็ต้องหมั่นฝึกอยู่เสมอๆ จิตก็จะเลื่อนสู่สมาธิขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ.

๕. ประโยชน์ของสมาธิ

สมาธิมีประโยชน์หลายอย่างคือ
๑. มีความสุขสงบ สงบเย็น
๒. มีสติ มีความจำดี
๓. มีความคิดรอบครอบ ละเอียด สุขุม
๔. มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง
๕. เป็นฐานให้เกิดปัญญา

จบบทที่ ๗

บทที่ ๘ การพัฒนาปัญญา
๑. ปัญญาคือความรอบรู้
ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ ซึ่งปัญญานี้ก็มีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่
๑. ปัญญาทางโลก คือเป็นความรอบรู้ในเรื่องวิชาการต่างๆของชาวโลก
๒. ปัญญาทางธรรม คือเป็นความรู้เฉพาะในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจ
ปัญญาทางโลกจะช่วยให้เราอยู่รอดในโลกได้อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อน ส่วนปัญญาทางธรรมจะช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้โดยมีความทุกข์น้อยที่สุดได้.

๒. ปัญญาเกิดได้ ๓ ทาง

ปัญญานี้สามารถเกิดขึ้นได้ ๓ ทาง อันได้แก่
๑. จากการฟัง หรืออ่าน
๒. จากการคิดพิจารณา
๓. จากการปฏิบัติ
เมื่อฟังหรืออ่านหนังสือที่มีประโยชน์ ก็เกิดความรอบรู้ที่จำเอามาได้ หรือถ้ารู้จักคิดพิจารณาให้ดี ก็เกิดความรู้ชนิดที่เป็นความเข้าใจได้ และถ้ามีการทดลองปฏิบัติจนบังเกิดผล ก็จะเกิดความรู้สูงสุดชนิดที่เป็นความเห็นแจ้งได้.

๓. หัวใจนักปราชญ์

นักปราชญ์ก็คือผู้ที่รอบรู้แตกฉานในเรื่องต่างๆอย่างมากมาย ซึ่งหลักธรรมสำหรับการเป็นนักปราชญ์ก็คือ
๑. สุตะ คือฟัง หรืออ่าน
๒. จิตตะ คือคิดพิจารณา
๓. ปุจฉา คือสอบถามผู้รู้
๔. ลิขิต คือท่องจำหรือจดบันทึก
นักปราชญ์ทั้งหลายต่างก็ต้องฟังหรืออ่านมามาก ต้องรู้จักคิดพิจารณาด้วยเหตุผลอย่างละเอียดรอบครอบ ต้องรู้จักสอบถามผู้ที่รู้มากกว่า และต้องรู้จักท่องจำหรือบันทึกเอาไว้กันลืม ถ้าใครปฏิบัติไม่ครบตามหลัก ๔ ประการนี้ก็เป็นนักปราชญ์ไม่ได้.

๔. ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา

การพัฒนาปัญญาก็คือการสร้างปัญญาให้เจริญมากขึ้น ซึ่งการฟังรวมทั้งการอ่านตำราเพื่อให้เกิดปัญญานี้จะต้องอยู่ในหลักการต่อไปนี้

๑. ฟังหรืออ่านสิ่งที่เป็นสาระ

๒. ตั้งใจฟัง(มีสมาธิ)
๓. รู้จักแยกแยะเนื้อหา และสรุปใจความสำคัญ
๔. ไม่มีอคติต่อผู้สอน(ไม่ลำเอียง)

๕. หลักการคิดอย่างวิทยาศาสตร์

พุทธศาสนาจะมีหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งหลักในการคิดตามแนววิทยาศาสตร์ก็ได้แก่
๑. คิดอย่างเป็นระบบ(จากง่ายไปหายาก)
๒. คิดด้วยเหตุผล (ไม่คาดคะเน)
๓. ใช้ข้อมูลที่มีอยู่จริง(ไม่เชื่องมงาย)

๖. การคิดตามหลักอริยสัจ ๔

ในการคิดแก้ปัญหาต่างๆของชีวิตนั้น พุทธศาสนาจะสอนให้คิดตามแนวอริยสัจ ๔ คือคิดถึง
๑. โทษของปัญหานั้นเป็นอย่างไร?
๒. สาเหตุของปัญหานั้นมาจากอะไร?
๓. ประโยชน์เมื่อเอาชนะปัญหานั้นได้ว่าดีอย่างไร?
๔. การปฏิบัติเพื่อที่จะชนะปัญหานั้นว่ามีอย่างไร?

๗. การปฏิบัติที่ทำให้เกิดปัญญา

การปฏิบัติที่ทำให้เกิดปัญญานั้น ก็แยกได้ ๒ ทางคือ
๑. ทางโลกก็คือการทดลองปฏิบัติทางวัตถุทั้งหลาย แล้วก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงทางวัตถุจนสามารถตั้งเป็นทฤษฎีทางวัตถุทั้งหลายขึ้นมา และสร้างความเจริญทางวัตถุขึ้นมาอย่างมากมายในปัจจุบัน.
๒. ทางธรรมนี้ก็คือการปฏิบัติตามโอวาท ๓ ประการคือ
๒.๑ ละชั่วแล้วเห็นแจ้งว่าไม่มีความทุกข์ใจ
๒.๒ ทำดีแล้วเห็นแจ้งว่ามีความสุขใจ
๒.๓ ทำจิตให้บริสุทธิ์แล้วเห็นแจ้งว่าจิตสงบเย็น(นิพพาน)
สรุปได้ว่า ปัญญาในทางธรรมก็คือ ความรอบรู้เรื่องจิตว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้จิตมีความสุขและไม่มีความทุกข์ ซึ่งเราสามารถนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวของเรา เพื่อให้ชีวิตมีความสงบสุขให้มากที่สุด และมีความทุกข์น้อยที่สุดได้ รวมทั้งยังสามารถช่วยสอนคนอื่นได้อย่างถูกต้องอีกด้วย.

จบบทที่ ๘
บทที่ ๙ ภาษาบาลีและพุทธภาษิต
ภาษาบาลี
หลักการอ่านภาษาบาลีมีดังนี้
๑. พยัญชนะตัวใดโดๆ ไม่มีสระกำกับอยู่ ให้อ่านออกเสียงสระ อะ (ภาษาบาลีไม่มีสระ อะ) เช่น น = นะ
๒. พินธุ ( . ) ที่อยู่ใต้พยัญชนะใด พยัญชนะตัวนั้นจะเป็นตัวสะกดของตัวหน้า เช่น สนฺ = สัน
๓. นฤคหิต ( ํ ) ใช้แทนตัวสะกดแม่กง (ง) เช่น ต ํ = ตัง , ติ ํ = ติง
เช่น นตฺ ถิ สนฺติ ปรมํ สุขํ อ่านว่า นัตถิ สันติ ปะระมัง สุขัง. (ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี)

พุทธภาษิต
อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.=บัณฑิต ย่อมฝึกตน.
หนึ่ง. =จงพิจารณาตนด้วยตนเอง.
อปปมาโท อมตํปทํ.=ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย.
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ. =ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว.
สุกรํ สาธุนา สาธุ.=ความดี อันคนดีทำง่าย.
สาธุ ปาเปร ทุกฺกรํ .=ความดี อันคนชั่วทำยาก.
ปาปํ ปาเปน สุกรํ.=ความชั่วอันคนชั่วทำง่าย.
ปาปํ สาธุนา ทุกฺกรํ.=ความชั่วอันคนดีทำยาก.
นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต.=บาปไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ.
ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกฎํ.=ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง.
อติโลโภ หิ ปาปโก.=ความละโมบเป็นบาปแท้.
อนตฺถนโน โกโธ.=ความโกรธก่อความพินาศ.
โกธํ ฆตฺวา น โสจติ.=ฆ่าความโกรธได้ ไม่เศร้าโศก.
ทุกฺขํ สยติ โกธโน.=คนมักโกรธ ย่อมอยู่เป็นทุกข์.
หนติ กุทฺโธ สมาตรํ.=ผู้โกรธ ย่อมฆ่ามารดาของตนได้.
โกธํ ปญฺญาย อุจฺฉินเท.=พึงตัดความโกรธด้วยความข่มใจ.
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.=จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้.
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ.=การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง.
ชิเน กทริยํ ทาเนน.=พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้.
ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ.=ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้.
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุมาวหาติ.=ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำสุขมาให้.
หิริโอตฺตปฺปิยญฺเญว โลกํ ปาเลติ สาธุกํ. =หิริและโอตตัปปะ ย่อมรักษาโลกไว้เป็นอันดี.
อรติ โลกนาสิกา.=ความริษยาเป็นเหตุทำโลกให้ฉิบหาย.
ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต.=ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก.
โยคา เว ชายตี ภูริ.=ปัญญาย่อมเกิดเพราะความประกอบ.
นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส.=ความพินิจไม่มีแก่คนไร้ปัญญา.
เย ปมตฺตา ยถา มตา.=ผู้ประมาทแล้ว เหมือนคนตายแล้ว.
พาโล อปริณายโก.คนโง่ไม่ควรเป็นผู้นำ.
นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต.=คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก.
นาสฺมเส กตปาปมฺหิ.=ไม่ควรไว้ใจคนทำบาป.
สุขํ ยาว ขรา สีลํ.=ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา.

จบบทที่ ๙
บทที่ ๑๐ ศาสนาโลก
ศาสนาคริสต์
๑. กำเนิด
ศาสนาคริสต์กำเนิดขึ้นภายหลังพุทธศาสนา 543 ปี ณ ดินแดนประเทศปาเลสไตล์ปัจจุบัน ซึ่งศาสนาคริสต์นี้จะสืบทอดมาจากศาสนายูดาห์ หรือศาสนายิว โดยศาสนายูดาห์จะเชื่อว่ามีพระเมสิอาห์หรือพระคริสต์มาเกิดเพื่อช่วยเหลือชาวยิวที่ถูกกดขี่ครอบงำอยู่ในขณะนั้น.

๒. สิ่งเคารพสูงสุด

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม คือมีพื้นฐานความเชื่อว่ามีเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งมีชื่อว่า พระยะโฮวาห์ (GOD) โดยพระผู้เป็นเจ้านี้จะเป็นผู้ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป (คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับสลายไป).

๓. ศาสดา

พระเยซูทรงเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ โดยเริ่มแรกพระองค์ทรงนับถือศาสนายูดาห์มาก่อน ต่อมาพระองค์ทรงอ้างว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้า(พระคริสต์) ที่มาไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ตามคำสอนของศาสนา ยูดาห์ จึงทำให้ชาวยิวที่นับถือศาสนายูดาห์ไม่พอใจและได้ยุยงให้ทางกรุงโรมซึ่งปกครองชาวยิวอยู่ในขณะนั้นจับตัวพระเยซูไปทรมานด้วยการตรึงไว้บนไม้กางเขน และทุบตีจนตายหลังจากพระองค์ทรงสอนศาสนามาได้ 3 ปีเท่านั้น และมีพระชนมายุเพียง 30 พรรษา.

๔. คัมภีร์

ตำรารวบรวมคำสอนของศาสนาคริสต์มีชื่อว่า “ไบเบิ้ล” ซึ่งประกอบด้วยหนังสือ 66 เล่ม แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ
1. พระคัมภีร์เดิม (พันธสัญญาเดิม) ซึ่งเป็นคัมภีร์เดิมในศาสนายูดาห์
2. พระคัมภีร์ใหม่ (พันธสัญญาใหม่) ซึ่งเขียนขึ้นใหม่โดยสาวกของพระเยซูหลายคน
คัมภีร์ทั้งสองเล่มนี้ถือว่าเป็นพจนะของพระเจ้า ซึ่งเรียกว่าพันธสัญญา คือสัญญาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ โดยคัมภีร์ทั้งสองต่างกันคือ คัมภีร์เดิมเป็นสัญญาที่พระเจ้ามีต่อชาวยิวเท่านั้น แต่คัมภีร์ใหม่เป็นสัญญาที่พระเจ้ามีต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ศาสนาคริสต์ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว.

๕. สรุปหลักคำสอน

คำสอนของศาสนาคริสต์จะอยู่ในคัมภีร์ใหม่ ส่วนใหญ่เป็นคำสอนในระดับศีลธรรม และการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยเน้นไปที่ความเชื่อมั่นในพระเจ้า คือเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง และปฏิบัติตามที่พระจ้าสั่งไว้โดยผ่านมาทางพระเยซู.
กล่าวโดยสรุป คำสอนของพระเยซูก็คือ “ปรัชญาแห่งความรัก” คือรักพระเจ้า รักครอบครัว และรักเพื่อนมนุษย์ทั้งปวง โดยไม่เลือกชนชั้นและเชื้อชาติ รวมทั้งการให้อภัยไม่โกรธเกลียดแม้ผู้ที่มาทำร้ายตนเอง.
ส่วนคำสอนในระดับอภิปรัชญานั้นถูกแต่งขึ้นโดยสาวกรุ่นใหม่ ที่บวกเอาแนวคิดของนักปรัชญาเช่นอริสโตเติ้ลของในยุคนั้นเข้าไว้ จึงทำให้ศาสนาคริสต์มีความแข็งแกร่งทางภูมิปัญญามาก.

๖. จุดหมายสูงสุด

จุดหมายสูงสุดของศาสนาคริสต์คือ การได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร โดยมีความเชื่อมาดั้งเดิมว่าจะมีพระเมสสิอาห์(พระคริสต์)มาเกิดและมาช่วยไถ่บาปให้มวลมนุษย์พ้นจากบาป และได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร ซึ่งวันนั้นจะเรียกว่า วันของพระเจ้า คือเป็นวันที่คนชั่วคนบาปจะถูกลงโทษ ส่วนคนที่เชื่อมั่นในพระเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร.

๗. ความเชื่อและหลักปฏิบัติ

ชาวคริสต์จะเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ โดยมีอาดัมกับอีฟเป็นมนุษย์คู่แรก และเลี้ยงไว้ในสวนอีเดนของพระองค์ ซึ่งแต่แรกอาดัมกับอีฟยังมีจิตที่บริสุทธิ์ ต่อมาถูกปีศาจงูยุให้กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว จึงทำให้จิตไม่บริสุทธิ์(คือรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว) พระเจ้าจึงได้สาปให้ทั้งคู่ต้องมีบาปนิรันดร และมีลูกหลานรับบาปสืบต่อกันไป โดยได้สร้างโลกให้ทั้งคู่อาศัยอยู่ จนกว่าที่ใครจะได้กินผลไม้ที่ทำให้กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ได้ ก็จะได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร.
สรุปว่าชาวคริสต์เชื่อว่าชีวิตนี้มีเพียงชีวิตเดียว คือถ้าตายแล้วจะต้องถูกพิพากษาจากพระเจ้า ถ้าทำชั่วก็จะตกนรก ถ้าเชื่อมั่นในพระเจ้าและทำดีก็จะได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า.

๘. นิกาย

นิกายใหญ่ๆในศาสนาคริสต์มี 3 นิกายด้วยกันคือ
๑. นิกายโรมันคาทอลิค (คาทอลิคแปลว่าสากล) คือเป็นศาสนาสากลของคนทั่วโลก โดยมีพระสันตปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรมประเทศอิตาลี่เป็นประมุขครองศาสนจักรและนักบวชทั่วโลก ซึ่งนครวาติกันนี้เป็นศูนย์กลางของคาทอลิคและเป็นรัฐอิสระปกครองตนเองโดยไม่ขึ้นกับประเทศอิตาลี่.
๒. นิกายกรีซออร์ธอดอกซ์ ซึ่งนิกายนี้ไม่ขึ้นกับพระสันตปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรม แต่ปฏิบัติพิธีกรรมเช่นเดียวกับนิกายโรมันคาทอลิค.
๓. นิกายโปรแตสแต๊นท์ เกิดขึ้นโดยนักบวชชื่อลูเทอร์เป็นผู้สถาปนาขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นนิกายที่เคร่งครัดในคัมภีร์มาก และไม่ขึ้นกับพระสันตปาปาแห่งนครวาติกัน.

๙. ผู้สืบทอด

ผู้สืบทอดของศาสนาคริสต์นั้นก็มีพระนักบวช หรือบาทหลวงที่ทำหน้าที่เผยแพร่และไถ่บาปประจำอยู่ที่โบสถ์คริสต์ โดยทุกวันอาทิตย์จะมีผู้มาสวดมนต์และสารภาพบาปต่อบาทหลวง ซึ่งการสารภาพบาปถือว่าจะทำให้หมดบาปได้ถ้าตั้งใจจริง.

๑๐. ประทศที่นับถือ

หลังจากเกิดนิกายโปรแตสแต๊นท์แล้วก็เกิดนิกายต่างๆขึ้นอีกมากมาย เช่นนิกายแองกลิกันที่เป็นศาสนาประจำชาติของอังกฤษ , นิกายเพรสบีทีเรียนของสก็อตต์แลนด์, ในสหรัฐก็มีนิกายแบบตีส, มอร์มอน, เควเกอร์ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปยุโรป และมีประปรายในทุกๆประเทศ ทั่วโลก.

๑๑. วันสำคัญทางศาสนา

๑. วันวาเลนไทม์
๒. วันฮาโลวีน
๓. วันคริสมาส
๔. วันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น

๑๒. สถานที่สำคัญทางศาสนา

สถานที่ที่พระเยซูทรงประสูติ อยู่ที่กรุงยูซาเล็ม ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของประเทศอิสราเอล.

จบบทที่ ๑๐

|NEXT|