Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web
หลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ ๓

บทที่ ๑ สรุปหลักพุทธศาสนา
หลักความเชื่อ
๑. ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือจะสอนให้ผู้นับถือมีปัญญาอย่างแท้จริง
๒. เชื่อถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาคริสต์
๓. เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ คือเชื่อว่าชีวิตไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้
๔. เชื่อความจริง คือเชื่อสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเห็นจริงแล้วเท่านั้น
๕. เชื่อกรรม คือ เชื่อว่าเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนา มันย่อมมีผลต่อจิตใจเสมอ
๖. เชื่อความเพียร คือ เชื่อว่าเมื่อมีความพยายามอย่างถูกต้อง ย่อมจะประสบผลสำเร็จได้
๗. ไม่เชื่อจากเขาว่ามา คือไม่เชื่อจากผู้อื่นบอกกล่าวมา ไม่ว่าจะกรณีใด
๘. ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่
๙. ไม่เชื่อเรื่องงมงาย เช่น เรื่องไสยศาสตร์,สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,ดวงชะตา,โชค, ลาง, ผี, เทวดา เป็นต้น
๑๐. ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน คือพุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น

หลักคำสอน
๑. สอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ และจะดับหายไปเมื่อเหตุของมันดับลง
๒. สอนว่าจิตสำคัญที่สุด คือจะให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่าวัตถุ
๓. สอนให้พึ่งตนเอง คือไม่สอนให้อ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครมาช่วย
๔. สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เป็นศัตรูกับใคร
๕. สอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย งดเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย
๖. สอนให้มีสติ อย่าประมาท ให้หมั่นฝึกฝนสมาธิ และอบรมปัญญาอยู่เสมอ
๗. สอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย เพื่อที่จิตจะได้นิพพาน
๘. สอนว่า นิพพาน คือความสงบเย็นของจิตใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลส
๙. สอนให้ละเว้นความชั่ว แล้วทำแต่ความดี รวมทั้งทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส
๑๐. สอนว่า นรก คือ ร้อนใจ , สวรรค์ คือ อิ่มใจ ในขณะที่กำลังทำความชั่วและความดีอยู่

จบบทที่ ๑

บทที่ ๒ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา
๑. พุทธศาสนาคืออะไร?
พุทธะ แปลว่า รู้ ,ตื่น,เบิกบาน หรือ หมายถึง พระพุทธเจ้า ที่เป็น ผู้รู้, ผู้ตื่น,ผู้เบิกบาน
ศาสนา แปลว่า คำสอน
พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

๒. ใครคือศาสดา?

ศาสดา แปลว่า ผู้สอน หรือ ผู้ที่เริ่มนำหลักคำสอนมาสอนแก่ผู้คน
พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ หรือผู้รู้สูงสุดที่ไม่มีใครเทียบเท่า ซึ่งพระพุทธเจ้าคือศาสดาของพุทธศาสนา.

๓. กำเนิดที่ใด?

พุทธศาสนาเกิดขึ้น ณ ประเทศอินเดีย ก่อนคริสต์ศาสนา ๕๔๓ ปี โดยจะมีศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนา เก่าแก่ที่ชาวอินเดียนับถือกันอยู่ก่อนมาช้านานแล้ว.

๔. สิ่งสูงสุดคืออะไร?

สิ่งที่ชาวพุทธนับถือว่ามีอำนาจสูงสุดในโลก ในจักรวาล ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปก็คือธรรมชาติ (ศาสนาคริสต์ และ อิสลาม จะนับถือพระจ้าเป็นสิ่งสูงสุด).

๕. คัมภีร์ชื่ออะไร?

คัมภีร์ คือ ตำรารวบรวมคำสอน ซึ่งพระไตรปิฎกคือตำรารวบรวมคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาเอาไว้ซึ่งพระไตรปิฎกนี้แบ่งออกเป็น ๓ หมวด อันได้แก่
๑. พระวินัยปิฎก ซึ่งรวบรวมเรื่องศีลของภิกษุและภิกษุณีทั้งหมดเอาไว้
๒. พระสุตตันตะปิฎก ซึ่งรวบรวมเทศนาที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกแสดงเอาไว้
๓. พระอภิธรรมปิฎก ซึ่งรวบรวมหลักปรัชญาที่สาวกรุ่นหลังๆแต่งขึ้นเอาไว้

๖. หลักคำสอนโดยสรุปมีว่าอย่างไร?

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสรุปมี ๓ ประการ คือ
๑. สอนให้ละเว้นความชั่วทั้งปวง
๒. สอนให้ทำความดีให้พร้อมมูล
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ขาวรอบ

๗. หลักความเชื่อเป็นอย่างไร?

พุทธศาสนามีหลักความเชื่อโดยสรุปดังนี้
๑. ไม่เชื่ออะไรงมงายไร้เหตุผล เช่น ไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์, โหราศาสตร์, เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรื่องผี-สาง, เรื่องเทวดา-นางฟ้า, เรื่องนรกใต้ดิน- สวรรค์บนฟ้า เป็นต้น
๒. เชื่อสิ่งที่ปรากฏแก่ตนเองจริงๆแล้วเท่านั้น คือจะเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้แล้ว เช่นเชื่อว่าทำดีแล้วจะสุขใจ หรือเชื่อว่าถ้าขยันเรียนก็จะสอบได้คะแนนดี เป็นต้น
๓. ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่
หลักความเชื่อนี้เป็นหลักการที่ตรงกับหลักการของวิทยาศาสตร์นั่นเอง.

๘. พุทธศาสนามีกี่นิกาย?

นิกาย หมายถึง พวก หรือ หมู่ ซึ่งพุทธศาสนาในโลกปัจจุบันแบ่งเป็น ๒ นิกายใหญ่ๆ คือ
๑. มหายาน ซึ่งมีผู้ คนนับถือมากในประเทศจีน, ไต้วัน, เวียดนาม
๒. เถรวาท (หินยาน) ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศไทย, ลาว, พม่า

๙. การเผยแพร่พุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทย

ดินแดนแถบอินเดียที่เป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนาชื่อว่า ชมภูทวีป ส่วนดินแดนแถบประเทศไทยชื่อว่า สุวรรณภูมิ ซึ่งรับเอาพุทธศาสนามา โดยพุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยดังนี้
๑. สมัยก่อนสุโขทัย ซึ่งพุทธศาสนาเข้าสู่สุวรรณภูมิตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๕๐๐ ซึ่งก่อนก่อตั้งกรุงสุโขทัย และเป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาท
๒. สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน โดยพ.ศ. ๑๘๒๐ พ่อขุนรามคำแหงได้นิมนต์พระสงฆ์จากนครศรีธรรมราชให้มาสอนชาวสุโขทัย และมีการสืบทอดพุทธศาสนามาเรื่อยๆจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์และเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาโดยตลอด.

๑๐. พุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติไทย

หลักฐานที่แสดงว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยก็ได้แก่
๑. คำว่า “ศาสน์” จาก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นั้นหมายถึงพุทธศาสนา
๒. มีกฎหมายว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามก”(ผู้นับถือพุทธศาสนา)
๓. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ ดูแลพุทธศาสนา
๔. พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”

๑๑. พุทธศาสนามีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างไร?

พุทธศาสนามีความเหมาะสมกับสังคมไทยดังนี้
๑. เหมาะสมกับการปกครองของไทย
๒. เป็นศูนย์รวมจิตใจ ทำให้คนไทยสามัคคีกัน
๓. พุทธศาสนาสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่ชอบอิสระ รักสงบ กล้าหาญ
๔. พุทธศาสนาสร้างสังคมไทยให้มีความสงบสุขจนได้รับสมญานามว่า “สยามเมืองยิ้ม”.

๑๑. การเผยแพร่พุทธศาสนาสู่เพื่อนบ้าน

พุทธศาสนากำเนิดจากประเทศอินเดียและได้เผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งที่ศรีลังกาด้วย ต่อมาพุทธศาสนาได้เสื่อสูญจากประเทศอินเดีย แต่ก็ไปเจริญที่ศรีลังกา และไทยก็ได้รับเอาพุทธศาสนามาจากศรีลังกาจนสืบทอดมาทุกวันนี้ และขณะเมื่อพุทธศาสนาเสื่อสูญจากศรีลังกา ไทยก็ได้นำคณะสงฆ์เข้าไปประดิษฐานพุทธศาสนาที่ศรีลังกาอีกครั้งหนึ่ง
๑. พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศพม่า โดยพม่ารับเอาพุทธศาสนาแบบเถรวาทจากอินเดีย, ศรีลังกา,มอญ
๒. พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย คือตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ และเป็นแบบมหายาน และพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พุทธศาสนาเสื่อมโทรมลงมากและกษัตริย์ที่มีอำนาจทรงนับถือศาสนาอิสลาม จึงทำให้อินโดนิเชียเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามแทน จะมีนับถือพุทธบ้างก็ประปราย
๓. พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย โดยแบบเถรวาทเข้ามาเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๓ และมหายานเข้ามาเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๒ แต่ก็มีคนนับถือน้อย ต่อมากษัตริย์ทรงนับถือศาสนาอิสลามจึงบังคับให้ประชาชนนับถือศาสนาอิสลามจนเป็นศาสนาประจำชาติ
๔. พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศสิงคโปร โดยผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนจึงนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน แบบเถรวาทมีน้อย
๕. พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศลาว โดยเป็นแบบเถรวาท ซึ่งรับมาจากประเทศกัมพูชา และ รับเป็นศาสนาประจำชาติ
๖. พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศกัมพูชา โดยรับเอาทั้งมหายานจากจีนและอินเดีย และเถรวาทจากไทย กัมพูชาจึงนับถือพุทธศาสนาทั้ง ๒ แบบ แต่ก็ไม่ค่อยเจริญเพราะทำสงครามบ่อย.
๗. พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศเวียดนาม โดยเวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของจีนมานาน จึงรับเอาพุทธศาสนาแบบมหายานมานับถือ

จบบทที่ ๒

บทที่ ๓ หลักพุทธธรรม
๑. ธรรมะ ๒ ระดับ
คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ในที่นี้จะหมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแบ่งได้ ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับพื้นฐาน (ศีลธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนชาวบ้านทั่วไป
๒. ระดับสูง (ปรมัตถธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนคนที่มีปัญญา

๒. โอวาท ๓ ประการ

ธรรมทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้นสามารถสรุปเป็นหลักใหญ่ๆได้ ๓ ประการ อันได้แก่
๑. สอนให้ละเว้นการทำความชั่วทั้งปวง (ระดับศีลธรรม)
๒. สอนให้ทำความดีให้สมบูรณ์ (ระดับศีลธรรม) ๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ (ระดับสูง)

๓. จุดหมายของพุทธศาสนา

จุดหมายของพุทธศาสนาในแต่ละระดับก็คือ
๑. ระดับพื้นฐานก็คือ เพื่อให้ชีวิตมีความปรกติสุข และเพื่อให้โลกมีสันติภาพ
๒. ระดับสูงก็คือ เพื่อความพ้นทุกข์ หรือ นิพพาน

๔. อะไรคือความชั่ว?

ความชั่วก็คือ การกระทำที่ผู้คนเกลียดชัง ซึ่งสรุปอยู่ที่การเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความชั่วที่เห็นได้ชัดก็คือ การละเมิดศีล ๕ และการลุ่มหลงอบายมุข ซึ่งต้นตอของความชั่วก็คือ จิตที่มีกิเลสมาก .

๕. กิเลสคืออะไร?

กิเลส หมายถึง ความสกปรกของจิตใจ ซึ่งมีอยู่ ๓ อาการได้แก่
๑. ความโลภ คืออยากได้ของผู้อื่น
๒. ความโกรธ คืออยากทำร้ายผู้อื่น
๓. ความหลง คือหลงผิด ไม่รู้จริง
ตามธรรมดาจิตใจของเราจะสะอาด หรือบริสุทธิ์ และมีความปรกติสุข แต่เมื่อเกิดอาการของกิเลสขึ้นมาจิตใจก็จะมืดมัวหรือสกปรก และไม่มีความปรกติสุข หรือจะมีความเร่าร้อนทรมานขึ้นมาแทน(เกิดความทุกข์).

๖. ศีล ๕ ของชาวบ้าน

ศีล แปลว่า ความปรกติ ซึ่งศีลระดับชาวบ้านก็คือ ศีล ๕

๗. อบายมุข เหตุแห่งความเสื่อม

อบายมุข แปลว่า ปากทางไปสู่ความเสื่อม หรือ หมายถึงสาเหตุของปัญหาสังคม

๘. อะไรคือความดี?

ความดีก็คือ การกระทำที่ผู้คนชื่นชอบ ซึ่งสรุปอยู่ที่การทำให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความดีนี้แยกได้ ๒ ระดับคือ
๑. ความดีขั้นพื้นฐาน อันได้แก่การปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างถูกต้อง
๒. ความดีขั้นสูง อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่น
ต้นตอของความดีก็คือ จิตที่มีกิเลสน้อย (คือความไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลงผิด).

๙. ความดีขั้นสูง

ความดีขั้นสูงก็คือการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน หรือช่วยให้เขามีความสุข ซึ่งการช่วยนี้ก็สามารถทำได้ ๔ ลักษณะ คือ
๑. ช่วยด้วยการให้ทรัพย์ หรือสิ่งของ หรือช่วยด้วยแรงกาย
๒. ช่วยด้วยการให้ความรู้ หรือวิชาการต่างๆ
๓. ช่วยด้วยการให้อภัย หรือให้โอกาส
๔. ช่วยด้วยการให้ธรรมะ หรือช่วยชี้ทางสว่างให้
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง เพราะธรรมะจะเป็นแสงสว่างของชีวิต ทำให้ผู้รับสามารถดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้อง คือไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสงบสุขได้.

๑๐. กรรมคืออะไร?

กรรม แปลว่า การกระทำด้วยเจตนา หรือความตั้งใจ หรือจงใจ ซึ่งกรรมนี้สรุปได้ ๒ ประเภท คือ
๑. กรรมชั่ว การกระทำชั่ว ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นฆ่าสัตว์),วาจา(เช่นพูดโกหก),ใจ(เช่นคิดโลภ)
๒. กรรมดี การกระทำดี ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นให้ทรัพย์),วาจา(เช่นให้ความรู้), ใจ(เช่นคิดถูกต้อง)

๑๑. ผลของกรรมคืออะไร?

วิบาก แปลว่า ผลของกรรม ซึ่งผลของกรรมนี้จะเป็นผลทางจิตใจโดยตรง อันได้แก่
๑. วิบากชั่ว คือผลจากกรรมชั่ว อันได้แก่ความรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ ร้อนใจ ไปตามลำดับ
๒. วิบากดี คือผลจากกรรมดี อันได้แก่ความรู้สึกสบายใจ อิ่มใจ สุขใจ ไปตามลำดับ

๑๒. เวลาให้ผลของกรรม

เวลาให้ผลของกรรมนี้จะมี ๒ ช่วง คือ
๑. ทันทีขณะที่ทำกรรมใดๆอยู่
๒. หลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่ง
ขณะที่เราทำกรรมชั่วอยู่ เช่นกำลังโกรธและด่าเพื่อนด้วยคำหยาบคายอยู่ (กรรมชั่วทางวาจา) จิตใจของเราก็จะรู้สึกไม่สบายใจ หรือร้อนใจในขณะที่กำลังด่าอยู่นั้น และเมื่อด่าเสร็จแล้วเราก็ยังมีความรู้สึกไม่สบายใจหรือร้อนใจอยู่อีกระยะหนึ่งด้วย(ถ้าหยาบมากก็ร้อนใจนาน แต่ถ้าน้อยก็ไม่นาน) เป็นต้น.
หรือเมื่อขณะที่เรากำลังช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนให้พ้นความเดือดร้อนอยู่(กรรมดีทางกาย) จิตใจของเราก็จะรู้สึกสุขใจ สบายใจทันทีขณะที่กำลังช่วยอยู่ และแม้จะช่วยเสร็จแล้วเราก็ยังรู้สึกสุขใจ สบายใจอยู่ระยะหนึ่งด้วย(ถ้าทำดีมากก็สุขใจนาน ถ้าดีน้อยก็สุขใจไม่นาน) เป็นต้น.

๑๓. บาป-บุญ คืออะไร

บาปก็คือการทำกรรมชั่วทั้งหลาย และบุญก็คือการทำความดีทั้งหลาย คือเมื่อทำบาปก็จะรู้สึกไม่สาบายใจ แต่ถ้าทำบุญก็จะรู้สึกสุขใจ
เรื่องบาป-บุญ หรือกรรมชั่ว-กรรมดีของพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องทางจิตใจโดย ตรง คือเป็นเรื่องของจิตสำนึกที่พอทำชั่ว จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความชั่ว หรือไม่ดี แล้วมันก็จะเสียใจ ไม่สบายใจของมันเอง แต่ถ้าทำดี จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความดี แล้วมันก็จะสุขใจ อิ่มใจของมันเอง

๑๔. นรก-สวรรค์คืออะไร?

คำว่า “ นรก” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังที่เร่าร้อนทรมาน เพราะทำบาปเอาไว้มาก(เช่นขณะที่เรากำลังร้องไห้เพราะเสียใจมาก) ส่วนคำว่า “สวรรค์” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังมีความสุขใจ หรืออิ่มเอมใจอย่างยิ่ง เพราะได้ทำความดีเอาไว้มาก( เช่นขณะที่เรากำลังยิ้มร่าเพราะสุขใจมาก).
ส่วนนรกที่อยู่ใต้ดิน และสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า ที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายไปแล้วตามที่เราเคยได้ยินมานั้น ไม่ใช่ของพุทธศาสนา แต่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ปะปนเข้าอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จนทำให้ชาวพุทธหลงเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราจะต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย.

๑๕. สรุปเรื่องกรรม

สรุปได้ว่า เมื่อเรากระทำสิ่งใดลงไป มันจะมีผล ๒ อย่าง อันได้แก่
๑. ผลทางจิตใจ คือเกิดความรู้สึกสุขใจหรือทุกข์ใจที่เรียกว่าผลกรรม ซึ่งให้ผลแน่นอน
๒. ผลทางสังคม คือเมื่อทำชั่วจะถูกติเตียนหรือลงโทษและ เมื่อทำดีจะได้รับคำชมหรือรางวัล ซึ่งไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนรู้หรือไม่ สรุปได้ว่า เรื่องกรรมของพุทธศาสนาเป็นเรื่องเฉพาะทางจิตใจ ที่เราจะต้องสังเกตจึงจะเข้าใจ ส่วนเรื่องผลภายนอกหรือผลทางสังคมนั้นนั้นพุทธศาสนาไม่สอน เพราะใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว และมันก็ไม่แน่นอนอีกด้วย.

๑๖. นิพพานคืออะไร?

นิพพาน แปลว่า ความสงบเย็น หรือความเย็นใจ ซึ่งเกิดมาจากการที่จิตของเราบริสุทธิ์จากกิเลส คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดอาการของกิเลสใดๆขึ้นมา(คือโลภ หรือโกรธ หรือหลงผิด) จิตของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ หรือจะเศร้าหมอง แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ชนิดต่างๆขึ้นมา(รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้างตามกิเลสที่เกิดขึ้น) แต่ขณะใดที่จิตเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะบริสุทธิ์ แล้วมันก็จะสงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง แจ่มใสขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คืออาการของนิพพาน.

๑๗. ธรรมะอยู่ที่จิตใจของเราเอง

เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ธรรมะของพุทธศาสนาจะอยู่ที่จิตใจของเราเองทั้งสิ้น เพราะพุทธศาสนาจะสอนเรื่องสภาวะของจิตใจ ไม่สอนเรื่องวัตถุภายนอก คือจะสอนว่าเมื่อใดเราทำความดี จิตก็จะเป็นสุข แต่เมื่อใดที่เราความชั่ว จิตก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราทำจิตให้บริสุทธิ์(คือไม่มีกิเลสรบกวน) จิตของเราก็จะสงบ ๑๘. สรุปนรก-สวรรค์-นิพพาน
มีผู้รู้กล่าวเอากล่าวเอาไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” และ “นิพพานคือความเย็นใจ” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด ดังจะสรุปได้ว่า
ร้อนใจไปนรก
ดีใจไปสวรรค์
เย็นใจไปนิพพาน

จึงขอให้ทุกคนเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการเรียนรู้หลักธรรมะของพุทธศาสนา และไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมาพบพระพุทธศาสนา. ๑๙ . ตายแล้วไปไหน?

ตามหลักพุทธศาสนาแล้วไม่สอนให้สนใจว่าตายแล้วไปไหน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่จะสอนให้คิดว่า เมื่อเทียนดับ แสงสว่างหายไปไหน? คือร่างกายก็เหมือนแท่งเทียน จิตใจก็เหมือนแสว่างที่เกิดจากการเปลวเทียนที่ลุกไหม้ เมื่อเปลวไฟเทียนดับ แสงสว่างก็จะดับหายตามไปด้วย เมื่อจุดไฟใหม่ แสงสว่างก็กลับมามีอีก ดังนั้น ตายแล้วไปไหนจึงไม่สำคัญ ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรชีวิตในปัจจุบันจึงจะไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อน ซึ่งก็สรุปอยู่ที่ ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี และพยายามทำจิตให้บริสุทธิ์.

จบบทที่ ๓

บทที่ ๔ คุณธรรมประจำใจ
๑. พรหมวิหาร ๔
พรหมวิหาร คือหลักธรรมที่จะทำให้เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารบนับถือ ซึ่งได้แก่
๑. เมตตา คือเป็นมิตรกับทุกคน
๒. กรุณา คือคิดช่วยให้พ้นทุกข์
๓. มุทิตา คือพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
๔. อุเบกขา คือมีใจเป็นกลางไม่เอนเอียงไปทางรักหรือชัง

๒. สังคหวัตถุ ๔

สังคหวัตถุ คือหลักธรรมสำหรับใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่นไว้ ซึ่งได้แก่
๑. ทาน คือแบ่งปัน ช่วยเหลือ
๒. ปิยวาจา คือเจรจาอ่อนหวาน
๓. อัตถจริยา คือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
๔. สมานัตตตา คือวางตัวเสมอไม่ถือตัว

๓. วุฒิ ๔

วุฒิ คือหลักปฏิบัติที่จะทำให้ชีวิตเจริญ ซึ่งได้แก่
๑. คบสัตบุรุษ(คนดี มีปัญญา รักสงบ)
๒. ฟังคำสอนของสัตบุรุษ
๓. รู้จักคิดพิจารณาตริตรอง
๔. ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ตน

๔. อบายมุข ๖

อบายมุข คือปากทางไปสู่ความเสื่อม(จุดเริ่มไปสู่ปัญญาต่างๆของชีวิต) ซึ่งได้แก่
๑. ดื่มน้ำเมา และเสพสิ่งเสพติด
๒. เที่ยวกลางคืน
๓. เที่ยวดูการเล่น
๔. เล่นการพนัน
๕. คบคนชั่วเป็นมิตร
๖. เกียจคร้านการทำงาน

๕. โทษจากการดื่มสุรา

๑. เสียทรัพย์
๒. ก่อการทะเลาะวิวาท
๓. เกิดโรค
๔. ถูกติเตียน
๕. ไม่รู้จักอาย
๖. บั่นทอนสติปัญญา

๖. โทษจากการเที่ยวกลางคืน

๑. ชื่อว่าไม่รักษาตัว
๒. ชื่อว่าไม่รักลูกเมีย
๓. ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
๔. เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย
๕. มักถูกใส่ความ
๖. ได้ความลำบากมาก

๗. โทษจากการเล่นการพนัน

๑. เมื่อชนะย่อมก่อเวร
๒. เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
๓. ทรัพย์ย่อมฉิบหาย
๔. ไม่มีใครเชื่อถือ
๕. เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน
๖. ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย

๘. โทษจากการคบคนชั่วเป็นมิตร

๑. ทำให้เป็นนักเลงพนัน
๒. ทำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
๓. ทำให้เป็นนักเลงสุรา
๔. ทำให้เป็นนักเลงลวงเขาด้วยของปลอม
๕. ทำให้เป็นนักเลงลวงเขาซึ่งหน้า
๖. ทำให้เป็นนักเลงหัวไม้

๙.โทษจากความเกียจคร้าน

๑ . เรียนแย่ ทำงานแย่(แย่)
๒. โง่เขลา ยากจน(โง่)
๓. คนดีรังเกียจ ด้อยเกียรติ(โซ)
๔. ชีวิตตกต่ำและไม่มันคง(จน)

๑๐. ประโยชน์จากความขยัน

๑. เรียนเก่ง ทำงานเก่ง(เก่ง)
๒. มีความรู้มาก มีทรัพย์มาก(รวย)
๓. คนดีชื่นชอบ มีเกียรติ(สวย)
๔. ชีวิตเจริญและมั่นคง(ดี)

๑๑. การอยู่ในระเบียบวินัย

ผลดีจากการรักษากฎระเบียบต่างๆของสังคมก็ได้แก่
๑. ตนเองมีความปรกติสุข
๒. คนดีรักใคร่
๓. มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
๔. มีความมั่นคงในชีวิต

๑๒. การฝ่าฝืนระเบียบวินัย

ผลเสียจากการฝ่าฝืนกฎระเบียบต่างๆของสังคมได้แก่
๑. ตนเองไม่มีความปรกติสุข (เร่าร้อน)
๒. คนดีรังเกียจ
๓. ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
๔. ไม่มีความมั่นคงในชีวิต

๑๓. โทษจากความฟุ่มเฟือย

๑. ขาดแคลนทรัพย์(จน)
๒. ชีวิตเดือดร้อน
๓. ชีวิตมีความสุขน้อย
๔. ชีวิตขาดความมั่นคง

๑๔. คุณประโยชน์จากความประหยัด

๑. มีทรัพย์มาก(รวย)
๒. ชีวิตไม่เดือดร้อน
๓. ชีวิตมีความสุขมาก
๔. มีความมั่นคงในชีวิต

จบบทที่ ๔

บทที่ ๕ ประวัติพุทธสาวก
๑. พระนางเขมาเถรี
พระนางเขมาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าสาคละแห่งสาคละนครในมัททรัฐ ต่อมานางได้เป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ. พระนางเป็นผู้มีรูปงามและหลงรูปตนเองมาก และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะกลัวพระพุทธเจ้าติเตียนรูปกายว่ามีโทษ แต่พระเจ้าพิมพิสารได้ใช้อุบายให้ได้เข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะที่ฟังธรรมพระพุทธเจ้าได้เนรมิตให้นางเห็นหญิงสาวสวยมาถวายงานพัดอยู่เบื้องหลัง แล้วสาวสวยนั้นก็ค่อยๆแก่ลงและตาย จึงทำให้นางเกิดความสลดใจ รวมทั้งพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมโปรด จึงทำให้นางบรรลุเป็นพระอรหันต์ในขณะนั้น และเมื่อกลับวังพระนางก็ได้ทูลขอพระเจ้าพิมพิสารเพื่อออกบวชเป็นภิกษุณี ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารก็ทรงอนุญาต ซึ่งนางได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางมีปัญญามาก และจัดเป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา

๒. พระนางอุบลวรรณาเถรี

นางอุบลวรรณาเป็นธิดาของเศรษฐีเมืองสาวัตถี และเป็นผู้มีรูปโฉมงดงาม จึงมีทั้งกษัตริย์และเศรษฐีจากแคว้นต่างๆส่งคนมาสู่ขอ บิดาของนางจึงแก้ปัญหาโดยให้นางบวชเป็นภิกษุณีเสีย กอปรกับนางก็มีจิตโน้มเอียงมาทางนี้อยู่แล้ว และเมื่อบวชมาได้ไม่นานนางก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ขณะทีพระอุบลวรรณาเถรีพำนักอยู่ในป่าอันธวันของกรุงสาวัตถีโดยลำพังนั้น นางได้ถูกนันทมานพผู้เป็นบุตรของลุงนางข่มขืน เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ คนโง่สำคัญว่าบาปเป็นสิ่งหอมหวล ตราบที่บาปยังไม่ให้ผล ต่อเมื่อบาปตอบสนองนั่นแหละคนโง่จะได้รับทุกข์” ซึ่งนางได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางด้านมีฤทธิ์มาก และจัดเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้ายคู่กับพระนางเขมาเถรี

๓. อนาถบิณฑิกเศรษฐี

เดิมท่านชื่อ สุทัตตะ ท่านเป็นบุตรเศรษฐีชื่อ สุมนะ ในเมืองสาวัตถีเมืองหลวงของแคว้นโกศล เนื่องจากท่านเป็นคนใจบุญตั้งโรงทานไว้หน้าบ้าน คนทั้งหลายจึงเรียกท่านว่า อนาถบิณฑิกะ ที่แปลว่า ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนยาก ส่วนคำว่าเศรษฐีนั้นทางราชการแต่งตั้งให้โดยสืบทอดมาจากบิดา ท่านได้พบพระพุทธเจ้าเมื่อเพื่อของท่านที่เมืองราชคฤห์ ทำบุญเลี้ยงพระ และท่านได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนบรรลุโสดาบัน อีกทั้งท่านยังยังได้สร้างวัดเชตวันไว้ที่เมืองสาวัตถีถวายให้แก่พระพุทธเจ้า ท่านเป็นตัวอย่างของคนรวยและสร้างประโยชน์แก่สังคมจนบุคคลทั่วไปยกย่อง.

๔. นางวิสาขา

นางวิสาขาเป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐีและนางสุมนาแห่งเมืองภัททิยะแคว้นอังคะ เมื่ออายุ ๗ ขวบนางได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและบรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่ออายุ ๑๖ ปีได้สมรสกับบุตรชายของมิคารเศรษฐีและได้ย้ายไปอยู่ในตระกูลของสามีตามขนบธรรมเนียมของอินเดียสมัยนั้น ซึ่งแต่ก่อนที่จะย้ายไปอยู่บ้านสามี บิดาของนางก็ได้ให้โอวาทเป็นปริศนา ๑๐ ประการ เช่น ๑. ไฟในอย่านำออก (อย่านำความลับในบ้านไปบอกคนนอกบ้าน)
๒. ไฟนอกอย่านำเข้า (อย่าเอาคำนินทามาบอกคนในบ้าน)
๓. จงให้แก่คนที่ให้ (ใครยืมของไปแล้วคืนให้ก็ให้ยืมอีก)
๔. จงอย่าให้แก่คนที่ไม่ให้ (ใครไม่คืนก็อย่าให้ยืมอีก)
๕. จงให้แก่คนที่ให้และไม่ให้(ญาติมิตรนั้นควรให้ยืมเสมอ) เป็นต้น
เดิมตระกูลสามีนับถือพวกนิครณ์ (นักบวชเปลือยกาย) ต่อมานางก็ได้ทำให้มานับถือพุทธศาสนา จนทำให้พ่อผัวเคารพนางเหมือนแม่ จึงทำให้นางมีชื่อว่า มิคารมาตา (มารดาของมิคารเศรษฐี) ซึ่งนางมีความมั่นคงในพุทธศาสนามาก ไปวัดฟังธรรมมิได้ขาด อุปฐากพระมิได้ขาด และนางได้สร้างวัดบุพพารามถวายพพุทธศาสนา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะด้านถวายทาน.

๕. นางอุตตรา

ท่านเป็นลูกสาวเศรษฐีชื่อปุณณะในเมืองราชคฤห์เมืองหลวงของแคว้นมคธ ต่อมาท่านได้แต่งงานกับบุตรชายของเศรษฐีที่ชื่อสุมนะที่นับถือศาสนาต่างกัน โดยนางนับถือพุทธและเป็นพระอริยบุคคลขั้นโสดาบันแต่สามีนับถือศาสนาอื่น บิดาของนางจึงจ้างโสเภณีชื่อ สิริมา ให้มาเป็นนางบำเรอของสามีเพื่อให้นางกลับมาทำบุญกับพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งนางสิริมาคิดว่าตนเป็นภรรยาจริง จึงแกล้งสาดเนยใสร้อนใส่นางอุตตรา ซึ่งนางอุตตราก็ไม่โกรธ ทำให้นางสิริมาสำนึกผิดและหันมานับถือพุทธศาสนา นี่คือความหนักแน่นของอุบาสิกาที่เด่นคนหนึ่ง.

๖. นางมัลลิกา

นางมัลลิกาเป็นธิดาของมัลละกษัตริย์องค์นึ่งของเมืองกุสินารา ได้สมรสกับพันธุละเสนาบดีของพระเจ้าปเสนธิโกศล นางมัลลิกามีบุตรแฝดรวม ๓๒ คน ต่อมาบุตรและสามีถูกใส่ร้ายว่าคิดกบฏจึงถูกฆ่าตายหมดสิ้น ซึ่งพระนางได้ฟังธรรมจากพระสารีบุตรจึงไม่คิดผูกแค้นหรือเสียใจ ที่สามีและบุตรถูกฆ่าตาย ต่อมาพระเจ้าปเสนธิโกศลทรงสำนึกผิดและเสด็จมาขอโทษนางถึงที่พัก.

จบบทที่ ๕

บทที่ ๖ มารยาทชาวพุทธ ศาสนพิธี และวันสำคัญทางศาสนา
มารยาทในการแต่งกาย
๑. การแต่งกายไปวัด ซึ่งโดยสรุปคือสุภาพ สีไม่ควรฉูดฉาด ไม่บาง ไม่สั้น ไม่รัดรูป สตรีไม่เปิดอวัยวะที่ควรละอาย
๒. การแต่งกายไปงานมงคล คือยึดหลักสุภาพ คือชายกางเกงขายาว เสื้อเชิ้ตใส่ในกางเกง สวมเข็มขัด รองเท้าหุ้มส้นสุภาพ สตรีสวมกระโปงยาวคลุมเข่า หรือเสมอเข่า เสื้อสุภาพตามสมัย อย่าคอลึกหรือไม่มีแขน สีสุภาพ นักเรียน ข้าราชการแต่งชุดของตนถือว่าสุภาพ.
๒. การแต่งกายไปงานอวมงคล คือใช้สีขาวหรือดำ ชายแต่งเครื่องแบบปรกติขาว ใส่เสื้อนอกติดปลอกแขนไว้ทุกข์สีดำ รองเท้าเข็มขัดสีดำ การแต่งชุดไทยพระราชทานสีขาวหรือดำไม่ติดแขนไว้ทุกข์ ส่วนสตรีนุ่งผ้าซิ่นยาวครึ่งน่อง สวมกระโปงตามสมัยนิยม สวมรองเท้าหุ้มส้นสีดำ เสื้อแบเรียบไม่เปิดคอกว้าง ไม่ใส่เสื้อไม่มีไหล่หรือแขนเล็กเกินไป กระเป๋าสีดำ เครื่องแบบข้าราชการ นักเรียน ชุดพระราชทานใช้ใส่ไปงานอวมงคลได้.

การถวายความเคารพองค์พระมหากษัตริย์
๑. ถวายคำนับ เมื่อเข้าเฝ้าหรือแสดงความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ ถ้าเป็นชายสวมเครื่องแบบให้ยืนตรง กระทำวันทยหัตถ์ ถ้าไม่สวมหมวกให้คำนับก้มศีรษะและส่วนไหล่ลงช้าๆต่ำพอสมควร กระทำเพียงครั้งเดียว ถ้าเป็นหญิงให้ถวายความเคารพแบบย่อเข่า(ถอนสายบัว).
๒. ถวายบังคม เช่นถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์รัชการที่ ๕ ในวันปิยมหาราช เป็นต้น คือท่านั่งคุกเข่า ยกอก วางมือคว่ำลงบนหน้าขา แล้วยกมือขึ้นประนม ยกมือขึ้นโน้มตัวไปข้างหน้า ยกมือให้นิ้วชี้ตรงหน้าผาก แล้วลดมือลงกลับมาที่เดิม ทำ ๓ ครั้ง.
๓. หมอบกราบ คือนั่งพับเพียบเข่าขวาทับเข่าซ้าย เมื่อกราบให้แขนทั้งสองคร่อมเข่าซ้าย ไม่ต้องแบมือ (ตั้งมือ)และกราบ ๑ ครั้ง.

พิธีทำบุญ
๑. การถวายภัตตาหาร
การถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ในการทำบุญต่างๆนั้นมีข้อควรระวังคือ
๑. การนิมนต์พระไปฉันภัตตาหารที่บ้านอย่าระบุชื่ออาหาร ถ้าระบุพระจะรับนิมนต์ไม่ได้
๒. อย่าถวายอาหารดิบ รวมทั้งควรทำเมล็ดผลไม้ให้หมดสภาพก่อน
๓. อย่าถวายอาหารที่มีเนื้อ ๑๐ อย่างคือ ๑. เนื้อมนุษย์ ๒. เนื้อช้าง ๓. เนื้อม้า ๔. เนื้อสุนัข ๕. เนื้องู เนื้อสิงโต ๗. เนื้อเสือโคร่ง ๘. เนื้อเสือเหลือง ๙. เนื้อเสือดาว๑๐. เนื้อหมี

๓. การถวายสังฆทาน

สังฆทาน แปลว่า การให้แก่พระสงฆ์โดยไม่เจาะจงบุคคล
พิธีถวายสังฆทานมีขั้นตอนดังนี้
๑. เตรียมอาหารหรือปัจจัย ๔ และนิมนต์พระรูปใดก็ได้ไม่เจาะจง
๒. ถ้าถวายในบ้านควรจัดสถานที่ให้ดี
๓. เมื่อกล่าวคำถวายเสร็จก็ยกของประเคน
๔. เมื่อพระขึ้น “ยะถา” ก็เริ่มกรวดน้ำ พอพระขึ้น “สัพพี” ก็ยกมือไหว้พนม

๓. พิธีทำบุญ

พิธีทำบุญ หมายถึง การทำบุญทางพุทธศาสนา เพื่อขจัดความโลภ เห็นแก่ตัว แบ่งปันให้ผู้อื่น และเกิดความสุขความเจริญแก่ตนเอง ซึ่งมี ๒ ประเภท คือ ๑. งานมงคล เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานบวช คือนิมนต์พระ ๗ หรือ ๙ รูป ไม่นิยมนิมนต์คู่ เตรียมตั้งโต๊ะหมู่บูชา ตั้งพระพุทธรูปให้อยู่ทาวขวามือของพระสงฆ์ โยงด้ายสายสิญจน์จากพระพุทธรูปไปรอบบ้านหรือบริเวณพิธี และรอบขันน้ำมนต์ อย่าข้ามสายสิญจน์ เมื่อพระสงฆ์มาก็ให้เจ้าภาพจุดธูปเทียน และอาราธนาศีล ถวายสังฆทานไปตามลำดับ และเมื่อเลี้ยงพระเสร็จถวายดอกไม้ธูปเทียน เมื่อพระขึ้น “ยะถา” ก็กรวดน้ำ พอขึ้น “สัพพี”ก็พนมมือฟัง พอพระให้พรจบ ก็กราบ ๓ ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี
๒. งานอวมงคล คืองานศพ งานทำบุญกระดูก ซึ่งก็ทำเหมือนงานมงคลแต่ต่างกันที่นิยมนิมนต์พระ ๘ รูป หรือ ๑๐ รูป ไม่ต้องวงด้ายสายสิญจน์ ไม่ต้องทำน้ำมนต์ แต่โยงภูษาหรือด้ายสายสิญจน์ต่อจากศพแทน เพื่อบังสุกุล(คือวางผ้าบนด้ายสายสิญจน์ให้พระสงฆ์ชักเอาไป).

วันสำคัญทางศาสนา
๑. วันวิสาขบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ของทุกปี เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ, ตรัสรู้, และปรินิพพาน
๒. อาสาฬหบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน ๘ ของทุกปี เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ และเกิดพระสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนาขึ้นมา
๓. วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกปี เป็นวันที่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมพร้อมกันในวันเพ็ญโดยมิได้นัดหมายและพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์(ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์)
วันทั้ง ๓ นี้เป็นวันหยุดราชการ การปฏิบัติคือ เช้าไปทำบุญและฟังเทศน์ที่วัด ,กลางวันบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์, กลางคือไปเวียนเทียนที่วัด และงดเว้นอบายมุข ๔. วันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับหลังวันอาสาฬหบูชา ๑ วัน เป็นวันที่พระสงฆ์อธิฐานว่าจะอยู่ประจำที่เป็นเวลา ๓ เดือนไม่ไปค้างอ้างแรมที่อื่น พุทธศาสนิกชนนินมทำบุญและนำเทียนไปถวายที่วัด
๕. วันอออกพรรษา ซึ่ง เป็นวันครบการอยู่จำพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน เป็นวันปวารณาของพระสงฆ์ คืออนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ก่อนจากกันไป พุทธศาสนิกชนนิยมทำบุญตักบาตรเทโว
๖. วันอัฐมีบูชา ตรงกับหลังวันวิสาขบูชา ๗ วัน เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า เป็นวันควรระลึกถึงพระพุทธเจ้า
๗. วันพระ คือวันขึ้น ๘ ค่ำ, ๑๕ ค่ำ, แรม ๘ ค่ำ, ๑๕ ค่ำ(หรือ ๑๔ ค่ำถ้าเดือนขาด) เป็นวันทำบุญ รักษาศีล ฟังธรรม เจริญภาวนา เป็นต้น

จบบทที่ ๖

บทที่ ๗ การฝึกสมาธิ

๑. สมาธิ ๒ ประเภท

สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่น หรือหมายถึงความตั้งใจ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่
๑. สมาธิใช้งาน ซึ่งก็คือความตั้งใจตามธรรมดา
๒. สมาธิขั้นสูง ซึ่งก็คือความตั้งใจที่สูงมาก
ขณะที่เราตั้งใจเรียน หรือตั้งใจฟัง ตั้งใจพูด ตั้งใจคิดอยู่นั้น เราก็มีสมาธิขั้นใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งสมาธิใช้งานนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเรียน หรือการทำงานทั้งหลาย
ส่วนสมาธิขั้นสูงนั้นเป็นการฝึกจิตให้ตั้งมั่นขึ้น(ฌาน)จนนิวรณ์ระงับดับลงสนิท ซึ่งสมาธิขั้นสูงนี้ถ้าฝึกได้สำเร็จจะทำให้เรามีสมาธิใช้งานที่สมบูรณ์.

๒. ลักษณะของสมาธิ

จิตที่มีสมาธิทั้งหลายจะมีอาการโดยสรุป ๓ ประการ อันได้แก่
๑. บริสุทธิ์ คือบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย
๒. ตั้งมั่น คือหนักแน่น มั่นคง เข้มแข็ง ไม่ส่ายซ่าน
๓. สุขม คือมีความ เหมาะสมแก่การงานที่ละเอียดอ่อนทั้งหลาย
สมาธินั้นเมื่อเกิดขึ้นมันจะทำให้กิเลสทั้งหลาย(รวมทั้งนิวรณ์)ระงับดับลง แล้วจิตก็จะบริสุทธิ์ และตั้งมั่น รวมทั้งจิตนี้จะมีความอ่อนโยนเหมาะสมในการทำงานที่ละเอียดอ่อนทั้งหลายได้เป็นอย่างดี.

๓. ศัตรูของสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วครอบงำจิตของเราอยู่เสมอๆ จนทำให้จิตของเราไม่เกิดสมาธินั้นก็คือกิเลสอย่างอ่อนๆที่เรียกว่า นิวรณ์ ที่หมายถึง สิ่งปิดกั้นความดี ซึ่งมีอยู่ ๕ อาการคือ
๑. ความรู้สึกพอใจในเรื่องกามารมณ์(สิ่งน่ายินดีทั้งหลาย)
๒. ความรู้สึกอึดอัดขัดเคืองใจ หรืออาฆาตพยาบาท
๓. ความรู้สึกฟุ้งซ่าน น่ารำคาญใจ
๔. ความรู้สึกหดหู่ เซื่องซึม มึนชา
๕. ความลังเลสงสัยในสิ่งที่เชื่อถือ
ปกติจิตของเราจะมีนิวรณ์เกิดขึ้นมาครอบงำอยู่เกือบจะทั้งวัน จึงทำให้เราเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าใจ, ลืมง่าย, ทำงานก็ไม่ได้ดี, พูดก็หลงๆลืมๆ ซึ่งก็คือทำให้จิตไม่มีสมาธินั่นเอง แล้วก็ส่งผลทำให้จิตของเราไม่สงบเย็น(ไม่นิพพาน) จิตของเราจึงเศร้าหมอง ขุ่นมัว(ความทุกข์อ่อนๆ) และพร้อมที่จะเกิดความทุกข์ที่รุนแรงตามมาได้เสมอ.

๔. การฝึกสมาธิด้วยการเดินจงกรม

การเดินจงกรมก็เป็นวิธีการฝึกสมาธิตามธรรมชาติที่ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งวิธีฝึกโดยสรุปก็คือ
๑. เดินกลับไปกลับมาตามทางเดินไม่สั้นและไม่ยาวนัก หรือจะเดินไปตามทางเรื่อยๆก็ได้
๒. ให้มีสติอยู่ที่กิริยาอาการขณะที่เดินทุกขณะ
๓. ระวังอย่าให้นิวรณ์เกิดขึ้น
๕ประโยชน์จากการเดินจงกรมก็ได้แก่
๑. สมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรมจะตั้งอยู่นาน
๒. อาหารที่กินไปแล้วจะย่อยได้ดี
๓. ร่างกายแข็งแรง ๔. เดินทางใกลได้ดี
การเดินจงกรมเป็นการฝึกสมาธิขั้นใช้งาน หรือเตรียมตัวก่อนฝึกสมาธิขั้นสูง เมื่อเพลียหรือจิตสงบแล้วก็เปลี่ยนไปนั่งฝึกสมาธิขั้นสูงแทน

จบบทที่ ๗

บทที่ ๘ การพัฒนาปัญญา
<ย> ๑. ปัญญาคือความรอบรู้
ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ หรือความรู้ทั่วถึง ซึ่งปัญญานี้ก็มีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่
๑. ปัญญาทางโลก คือเป็นความรอบรู้ในเรื่องวิชาการต่างๆของชาวโลก
๒. ปัญญาทางธรรม คือเป็นความรู้เฉพาะในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจ
ปัญญาทางโลกจะช่วยให้เราอยู่รอดในโลกได้อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อน ส่วนปัญญาทางธรรมจะช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้โดยมีความทุกข์น้อยที่สุดได้.

๒. ปัญญาเกิดได้ ๓ ทาง

ปัญญานี้สามารถเกิดขึ้นได้ ๓ ทาง อันได้แก่
๑. จากการฟัง หรืออ่าน
๒. จากการคิดพิจารณา
๓. จากการปฏิบัติ
เมื่อฟังหรืออ่านหนังสือที่มีประโยชน์ ก็เกิดความรอบรู้ที่จำเอามาได้ หรือถ้ารู้จักคิดพิจารณาให้ดี ก็เกิดความรู้ชนิดที่เป็นความเข้าใจได้ และถ้ามีการทดลองปฏิบัติจนบังเกิดผล ก็จะเกิดความรู้สูงสุดชนิดที่เป็นความเห็นแจ้งได้.

๓. ประโยชน์ของปัญญา

ปัญญามีประโยชน์ดังนี้
๑. เป็นคนมีเหตุผล
๒. ทำให้วินิจฉันเรื่องต่างๆได้ถูกต้อง
๓. มองสิ่งต่างๆได้ตลอดสาย
๔. แก้ปัญหาชีวิตได้(มีทุกข์น้อยลง)
๕. รู้ทางเสื่อมและทางเจริญ
๖. สร้างฐานะเป็นปึกแผ่นได้
๗. เข้าใจโลกและชีวิต

๔. การเจริญพุทธานุสติ

พุทธานุสติคือการตามระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ ซึ่งวิธีปฏิบัตืก็คือการตั้งใจระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าในลักษณะต่างๆ เช่นพระองค์ช่วยให้เราหายโง่ ช่วยสั่งสอนสัตว์โลกให้สงบสุข ช่วยให้โลกมีสวันติภาพ หรือระลึกถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์ว่าทรงปราศจากกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิงแล้ว เป็นต้น
การเจริญพุทธานุสตินี้ทำให้เกิดได้ทั้งสมาธิใช้งาน และปัญญา ซึ่งปัญญานี้ก็คือความรู้จักและ ความซาบซึ้งใจในพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น อันจะทำให้จิตใจของเราโน้มเอียงไปในทางบริสุทธิ์สะอาดมากยิ่งขึ้น

๕. การเจริญธรรมานุสติ

ธรรมานุสติก็คือการตามระลึกถึงพระธรรมอยู่เสมอ ซึ่งวิธีปกิบัติก็คือการตั้งใจระลึกถึงคุณความดีของพระธรรมในลักษณะต่างๆ เช่นพระธรรมเป็นเครื่องช่วยให้จิตใจของเราดีงาม มีความปรกติสุข พ้นทุกข์ เป็นต้น
การเจริญธรรมานุสตินี้จะทำให้เกิดได้ทั้งสมาธิใช้งานและปัญญา คือทำให้รอบรู้ในพระธรรมมากยิ่งขึ้น ซาบซึ้งในพระธรรมมากยิ่งขึ้น อันจะทำให้จิตใจของเราโน้มเอียงไปในทางรอบรู้มากขึ้น.

๖. การเจริญสังฆานุสติ

การเจริญสังฆานุสติก็คือการตามระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์อยู่เสมอ ซึ่งวิธีปฏิบัติก็คือการตั้งใจระลึกถึงพระคุณของพระสงฆ์ในลักษณะต่างๆ เช่น พระสงฆ์ช่วยรักษาศาสนา ช่วยสั่งสอนผู้คน เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน เป็นต้น
การเจริญสังฆานุสตินี้จะทำให้เกิดทั้งสมาธิใช้งานและปัญญา คือทำให้เกิดความรอบรู้ในคุณงามความดีของพระสงฆ์มากยิ่งขึ้น อันจะทำให้จิตใจของเราโน้มเอียงไปในทางรอบรู้และดีงามมากยิ่งขึ้น.

จบบทที่ ๘

บทที่ ๙ ภาษาบาลีและพุทธภาษิต
ภาษาบาลี
หลักการอ่านภาษาบาลีมีดังนี้
๑. พยัญชนะตัวใดโดๆ ไม่มีสระกำกับอยู่ ให้อ่านออกเสียงสระ อะ (ภาษาบาลีไม่มีสระ อะ) เช่น น = นะ
๒. พินธุ ( . ) ที่อยู่ใต้พยัญชนะใด พยัญชนะตัวนั้นจะเป็นตัวสะกดของตัวหน้า เช่น สนฺ = สัน
๓. นฤคหิต ( ํ ) ใช้แทนตัวสะกดแม่กง (ง) เช่น ต ํ = ตัง , ติ ํ = ติง
เช่น นตฺ ถิ สนฺติ ปรมํ สุขํ อ่านว่า นัตถิ สันติ ปะระมัง สุขัง.

อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม. = ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก.
อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ.= ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง.
อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ.= ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง.
อปฺปมาทรตา โหถ. = ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท.
กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย.= กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ทรามและประณีต.
น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ.= ทำกรรมใดแล้วร้อนใจในภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี.
รกฺเขยฺย อตฺตโน สาธุ ณํ โลณตํ ยถา.= พึงรักษาความดีของตนไว้ ดังเกลือรักษาความเค็ม.
โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ. = ความโลภเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย.
โกโธ สตฺถมลํ โลเก. = ความโกรธเป็นดั่งสนิมศัสตราในโลก.
โกโธ ทุมฺเมธโคจโร. = ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนมีปัญญาทราม.
โกธํ ปญฺญาย อุจฉินฺเท. = พึงตัดความโกรธด้วยปัญญา.
ขนฺติ สาหสวารณา. = ความอดทน ห้ามไว้ซึ่งความผลุนผลัน.
นาโป โหติ ขนฺติโก. = ผู้มีความอดทน ย่อมเป็นที่อบใจของคนอื่น.
จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ. = จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้.
อกฺโกเธน ชีเน โกธํ. = พึงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ.
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ. = คนพาลเท่านั้น ย่อมไม่สรรเสริญทาน.
ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู. = ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา.
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา. = ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า.
ธมฺเม ฐิตา เย น กโรนฺติ ปาปกํ. = ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่ทำบาป.
หิริโอตฺตปฺปิยญฺเยว โลกํ ปาเลติ สาธุกํ.= หิริและโอตตัปปะ ย่อมรักษาโลกไว้เป็นอันดี.
สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ.= ความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ฝ่ายของตนเห็นยาก.
นตฺถิ โลเก รโห นาม ปาปกมฺมํ ปกุพฺพโต.= ชื่อว่าที่ลับของผู้ทำบาปกรรม ไม่มีในโลก.
นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา. = แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี.
ปญฺญา นตฺถิ อฌายโต. = ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่พินิจ.
อโยคา ภูริสงฺขโย. = ความสิ้นปัญญาย่อมเกิดเพราะความไม่ประกอบ.
ธมฺมกาโม ภวํ โหติ. = ผู้ชอบธรรม เป็นผู้เจริญ.
ธมฺมเทสฺสี ปราภโว. = ผู้ชังธรรม เป็นผุ้เสื่อม.
หทยสฺส สทิสี วาจา. = วาจาเช่นเดียวกับใจ.
มุตฺวา ตปฺปติ ปาปิกํ. = คนเปล่งวาจาชั่ว ย่อมเดือดร้อน.
ทุฎฺฐสฺส ผรุสา วาจา. = คนโกรธมีวาจาหยาบ.
อถ ปจฺฉา กุรุเต โยคํ กิจฺเจ อาวาสุ สีทติ.= ถ้าทำความเพียรในกิจล้าหลัง จะจมอยู่ในวิบัติ.
อเวเรน จ สมฺมนฺติ. = เวรย่อมระงับด้วยไม่มีเวร.
สจฺจํ เว อมตา วาจา. = คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย.
สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา. = ศรัทธาตั้งมั่นแล้วนำสุขมาให้.
ลีลํ ยาว ชรา สาธุ. = ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จตราบเท่าชรา.
ยํ เว เสวติ ตาทิโส. = คบคนใด ก็เป็นเช่นคนนั้นแล.
ทุกฺโข พาเลหิ สงฺคโม. = สมาคมกับคนพาล นำทุกข์มาให้.
สุโข หเว สปฺปุริเสน สงฺคโม. = สมาคมกับสัตบุรุษ นำสุขมาให้.
อเปตจิตฺเตน น สมฺภเชยฺย. = ไม่ควรคบกับคนสิ้นคิด.
| NEXT|