|
หลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ ๔
บทที่ ๑
หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง
หลักความเชื่อ
๑. ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือจะสอนให้ผู้นับถือมีปัญญาอย่างแท้จริง
๒. เชื่อถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาคริสต์
๓. เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ คือเชื่อว่าชีวิตไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้
๔. เชื่อความจริง คือเชื่อสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเห็นจริงแล้วเท่านั้น
๕. เชื่อกรรม คือ เชื่อว่าเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนา มันย่อมมีผลต่อจิตใจเสมอ
๖. เชื่อความเพียร คือ เชื่อว่าเมื่อมีความพยายามอย่างถูกต้อง ย่อมจะประสบผลสำเร็จได้
๗. ไม่เชื่อจากเขาว่ามา คือไม่เชื่อจากผู้อื่นบอกกล่าวมา ไม่ว่าจะกรณีใด
๘. ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่
๙. ไม่เชื่อเรื่องงมงาย เช่น เรื่องไสยศาสตร์,สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,ดวงชะตา,โชค, ลาง, ผี, เทวดา เป็นต้น
๑๐. ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน คือพุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น
หลักคำสอน
๑. สอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ และจะดับหายไปเมื่อเหตุของมันดับลง
๒. สอนว่าจิตสำคัญที่สุด คือจะให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่าวัตถุ
๓. สอนให้พึ่งตนเอง คือไม่สอนให้อ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครมาช่วย
๔. สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เป็นศัตรูกับใคร
๕. สอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย งดเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย
๖. สอนให้มีสติ อย่าประมาท ให้หมั่นฝึกฝนสมาธิ และอบรมปัญญาอยู่เสมอ
๗. สอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย เพื่อที่จิตจะได้นิพพาน
๘. สอนว่า นิพพาน คือความสงบเย็นของจิตใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลส
๙. สอนให้ละเว้นความชั่ว แล้วทำแต่ความดี รวมทั้งทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส
๑๐. สอนว่า นรก คือ ร้อนใจ , สวรรค์ คือ อิ่มใจ ในขณะที่กำลังทำความชั่วและความดีอยู่
จบบทที่ ๑
บทที่ ๒ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา
๑. พุทธศาสนาคืออะไร?
พุทธะ แปลว่า รู้ ,ตื่น,เบิกบาน หรือ หมายถึง พระพุทธเจ้า ที่เป็น ผู้รู้, ผู้ตื่น,ผู้เบิกบาน
ศาสนา แปลว่า คำสอน
พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
๒. ใครคือศาสดา?
ศาสดา แปลว่า ผู้สอน หรือ ผู้ที่เริ่มนำหลักคำสอนมาสอนแก่ผู้คน
พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ หรือผู้รู้สูงสุดที่ไม่มีใครเทียบเท่า ซึ่งพระพุทธเจ้าคือศาสดาของพุทธศาสนา.
๓. กำเนิดที่ใด?
พุทธศาสนาเกิดขึ้น ณ ประเทศอินเดีย ก่อนคริสต์ศาสนา ๕๔๓ ปี โดยจะมีศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนา
เก่าแก่ที่ชาวอินเดียนับถือกันอยู่ก่อนมาช้านานแล้ว.
๔. สิ่งสูงสุดคืออะไร?
สิ่งที่ชาวพุทธนับถือว่ามีอำนาจสูงสุดในโลก ในจักรวาล ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปก็คือธรรมชาติ
(ศาสนาคริสต์ และ อิสลาม จะนับถือพระจ้าเป็นสิ่งสูงสุด).
๕. คัมภีร์ชื่ออะไร?
คัมภีร์ คือ ตำรารวบรวมคำสอน ซึ่งพระไตรปิฎกคือตำรารวบรวมคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาเอาไว้ซึ่งพระไตรปิฎกนี้แบ่งออกเป็น ๓ หมวด อันได้แก่
๑. พระวินัย ที่รวบรวมเรื่องศีล
๒. พระสูตร ที่รวบรวมเรื่องคำสอน
๓. พระอภิธรรม ที่รวบรวมเรื่องปรัชญา
การทำสังคายนาคือการชำระสะสาง ซึ่งพระไตรปิฎกก็ได้มีการทำสังคายนามาหลายครั้งแล้ว เพื่อแก้ไขเรื่องที่ผิดให้ถูกต้อง หรือแก้ไขคำที่ท่องมาผิดให้ถูกต้องตรงกัน ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นยังไม่มีการบันทึกเป็นตัวอักษร จะมีการท่องจำต่อๆกันไว้ที่เรียกว่า มุขปาถะ ซึ่งก็ต้องอาศัยภิกษุจำนวนมากมาท่องจำคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ จนมีการทำสังคายนาในครั้งหลังๆจึงได้มีการบันทึกพระไตรปิฎกเอาไว้เป็นตัวอักษร.
๖. หลักคำสอนโดยสรุปมีว่าอย่างไร?
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสรุปมี ๓ ประการ คือ
๑. สอนให้ละเว้นความชั่ว
๒. สอนให้ทำความดี
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์
๗. หลักความเชื่อเป็นอย่างไร?
พุทธศาสนาไม่สอนให้เชื่ออะไรงมงายไร้เหตุผลและไม่มีหลักฐานมายืนยัน เช่น ไม่ให้เชื่อเรื่องไสยศาสตร์, โหราศาสตร์, เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรื่องผี-สาง, เรื่องเทวดา-นางฟ้า, เรื่องนรกใต้ดิน- สวรรค์บนฟ้า เป็นต้น คือพุทธศาสนาจะสอนให้เชื่อสิ่งที่ปรากฏแก่ตนเองจริงๆแล้วเท่านั้น รวมทั้งไม่มีการบังคับให้เชื่ออีกด้วย ซึ่งนี่เป็นหลักการที่ตรงกับหลักการของวิทยาศาสตร์.
๘. เรื่องแก่นพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า
ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญนั้นเป็นเพียงกิ่งและใบของศาสนา ,
การมีความสมบูรณ์ด้วยศีลนั้นเป็นเพียงสะเก็ดของศาสนา ,
ความสมบูรณ์ด้วยสมาธินั้นเป็นเพียงเปลือกของศาสนา,
การมีความเห็นที่ถูกต้อง(สัมมาทิฐิ)นั้นเป็นเพียงกะพี้ของศาสนา ,
ความหลุดพ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้นคือแก่นของศาสนา
ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลงคว้าเอาเพียงกิ่งและใบของศาสนามายึดถือกันมาก คือแทบจะยึดถือกันว่าเป็นแก่นของศาสนาเลยทีเดียว ซึ่งเราควรที่จะเปลี่ยนความคิดนี้เสียใหม่ เพื่อที่จะได้เข้าถึงพุทธศาสนากันถูกต้องและมากยิ่งขึ้น.
๙. พุทธศาสนามีกี่นิกาย?
นิกาย หมายถึง พวก หรือหมู่ ซึ่งพุทธศาสนาในโลกปัจจุบันมี ๒ นิกาย คือ
๑. มหายาน ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศจีน, ไต้หวัน, เวียดนาม, ญี่ปุ่น
๒. เถรวาท (หินยาน) ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศไทย, ลาว, พม่า
มหายานนั้นจะมีการปรับแต่ง เปลี่ยนแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียใหม่ เพื่อให้เข้ากับพื้นเพของผู้คน แม้พระไตรปิฎกก็เขียนขึ้นมาใหม่ อย่างเช่นจะมีคำสอนว่ามีพระพุทธเจ้าจำนวนมากประทับอยู่บนสวรรค์ เพื่อคอยช่วยเหลือมนุษย์ ถ้าใครสวดท่องชื่อพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆมากๆ ตายไปก็จะได้นิพพาน ซึ่งนิพพานเขาก็หมายถึงสถานที่ที่มีแต่ความสุขไม่มีทุกข์ชั่วนิรันดร เป็นต้น
ส่วนเถรวาทนั้นจะยึดถือพระไตรปิฎกที่ได้ทำสังคายนามาแล้วจากอินเดียเป็นหลัก ไม่มากรเปลี่ยนแปลง ดังนั้นทางเถรวาทจึงค่อนข้างจะเคร่งครัดกว่าทางมหายาน ทั้งด้านวินัยของพระสงฆ์และการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา
๑๐. พุทธศาสนาในฐานะช่วยสร้างสรรค์อารยธรรมให้แก่โลก
อารยธรรม หมายถึง ความเจริญสูงสุดทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ซึ่งการที่มนุษย์มีเพียงกฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี จะยังไม่ทำให้มนุษย์มีอารยธรรมได้ จะต้องมีศาสนามามีบทบาทช่วยเหลือมนุษย์ทางจิตใจด้วย อารยธรรมจึงจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งพุทธศาสนาก็มีส่วนช่วยในด้านนี้ด้วย ซึ่งหลักธรรมที่จะช่วยให้เกิดอารยธรรมเรียกว่า อารยวัติ ๕ อันได้แก่
๑. ศรัทธา คือผู้คนมีความเชื่อมั่นในการทำความดี
๒. ศีล คือผู้คนมีความประพฤติดี
๓. สุตะ คือผู้คนมีความสนใจศึกษาในสิ่งที่ดี
๔. จาคะ คือผู้คนมีการเสียสละไม่เห็นแก่ตัว
๕. ปัญญา คือผู้คนมีความรอบรู้ในสิ่งที่ดี
๑๑. พุทธศาสนากับความสงบสุขของชาวโลก
ในเมืองไทยนั้น พุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยในสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียได้ส่งสมณะทูตมาเผยแผ่ทางสุวรรณภูมิ ปัจจุบันพุทธศาสนามั่นคงที่สุดในเมืองไทย คนไทย ๙๕ เปอร์เซ็นต์นับถือพุทธศาสนา คำสอนของพุทธศาสนาได้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของคนไทยให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติมาได้จนปัจจุบัน
๑๒. ลักษณะประชาธิปไตยในพุทธศาสนา
๑. พระพุทธเจ้าทรงให้พระสงฆ์เป็นใหญ่(พระภิกษุ ๔ รูปขึ้นไปจึงจะเรียกว่าเป็นสงฆ์)
๒. พระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพสงฆ์
๓. กิจกรรมของสงฆ์ถือเป็นเรื่องสำคัญห้ามติเตียนแก้ไข
๔. เอาเสียงข้างมากตัดสินในที่ประชุม
๕. ภิกษุทุกรูปมีสิทธิ์ในการเข้าประชุม
๖. ภิกษุทุกรูปจะต้องเข้าประชุมเมื่อมีกิจสำคัญ
๗. ถ้าภิกษุออกจากที่ประชุมจะต้องอนุญาตให้สงฆ์ดำเนินการต่อไปได้
๘. พระสงฆ์จะยึดถือประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นหลัก
๑๓. แนวทางการเผยแผ่ศาสนา
๑. สมัยโบราณนั้นขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของพระมหากษัตริย์
๒. สมัยปัจจุบันจะเป็นไปตามการอพยพของชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่
๑๔. การนับถือพุทธศาสนาของประเทศต่างๆทางเอเชียในปัจจุบัน
(๑) อินเดีย พุทธศาสนาได้เสื่อมสูญไปจากอินเดียเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ต่อมาพ.ศ. ๒๑๓๔ สมาคมมหาโพธิ์ ซึ่งก่อตั้งโดยท่านธรรมปาละ ซึ่งเป็นชาวศรีลังกาได้มีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันมีคนนับถือกว่า ๕๕๐,๐๐๐ คน
(๒) เนปาล สิกขิม และภูฐาน ประเทศทั้ง ๓ นี้แต่เดิมนับถือเถรวาท ต่อมาเปลี่ยนเป็นมหายานจนถึงปัจจุบัน
(๓) ทิเบต จะนับถือแบบมหายาน และมีองค์ดาไลลามะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดปกครองทั้งอาณาจักรและ ศาสนจักร ส่วนพระสงฆ์จะถูกเรียกว่า ลามะ
(๔) จีน พุทธศาสนาเข้าสู่จีนเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๗ ซึ่งเป็นแบบมหายาน ชาวจีนส่วนใหญ่นับถือคู่ไปกับลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า
(๕) เกาหลี รับพุทธศาสนาทั้งจากจีนและอินเดีย ซึ่งทางเกาหลีเหนือพุทธศาสนาจะไม่เจริญ แต่ไปเจริญทางเกาหลีใต้ ซึ่งชาวเกาหลีนับถือพุทธศาสนานิกายเซนผสมกับมหายาน
(๖) ญี่ปุ่น รับเอาพุทธศาสนาแบบมหายานมาจากเกาหลี และเจริญมากขึ้นจนแบ่งเป็น ๓ นิกายคือ
๑. นิกายโจโด หรือสุขาวดี ที่มีหลักความเชื่อว่ายังมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนสวรรค์
๒. นิกายเซน ซึ่งเน้นการปฏิบัติให้บรรลุในฉับพลัน
๓. นิกายนิชีเรน ซึ่งเน้นการสวดมนต์ภาวนาเป็นหลัก
ปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นนับถือพุทธศาสนาประมาณ ๗๐ ล้านคน
๑๕. การนับถือพุทธศาสนาของประเทศต่างๆในโลกในปัจจุบัน
ประเทศทางทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลียนั้นมีการนับถือพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทและมหายาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเชียที่ อพยพไปอาศัยอยู่ ซึ่งก็ยังมีไม่มากนัก
สรุปว่ามีผู้นับถือพุทธศาสนาทั่วโลกประมาณ ๓๐๓ ล้านคนทั่วโลก คิดเป็นร้อยละ ๕.๗ ของผู้นับถือศาสนาทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย.
จบบทที่ ๒
บทที่ ๓ หลักพุทธธรรม
๑. ธรรมะ ๒ ระดับ
คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ในที่นี้จะหมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแบ่งได้ ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับพื้นฐาน (ศีลธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนชาวบ้านทั่วไป
๒. ระดับสูง (ปรมัตถธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนคนที่มีปัญญา
๒. โอวาท ๓ ประการ
ธรรมทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้นสามารถสรุปเป็นหลักใหญ่ๆได้ ๓ ประการ อันได้แก่
๑. สอนให้ละเว้นการทำความชั่วทั้งปวง (ระดับศีลธรรม)
๒. สอนให้ทำความดีให้สมบูรณ์ (ระดับศีลธรรม)
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ (ระดับสูง)
๓. จุดหมายของพุทธศาสนา
จุดหมายของพุทธศาสนาในแต่ละระดับก็คือ
๑. ระดับพื้นฐานก็คือ เพื่อให้ชีวิตมีความปรกติสุข และเพื่อให้โลกมีสันติภาพ
๒. ระดับสูงก็คือ เพื่อความพ้นทุกข์ หรือ นิพพาน
๔. อะไรคือความชั่ว?
ความชั่วก็คือ การกระทำที่ผู้คนเกลียดชัง ซึ่งสรุปอยู่ที่การเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความชั่วที่เห็นได้ชัดก็คือ การละเมิดศีล ๕ และการลุ่มหลงอบายมุข ซึ่งต้นตอของความชั่วก็คือ จิตที่มีกิเลสมาก (ความโลภ, ความโกรธ, ความหลงผิด).
๕. ศีล ๕ ของชาวบ้าน
ศีล แปลว่า ความปรกติ ซึ่งศีลระดับชาวบ้านก็คือ ศีล ๕
๖. อบายมุข เหตุแห่งความเสื่อม
อบายมุข แปลว่า ปากทางไปสู่ความเสื่อม หรือ หมายถึงสาเหตุของปัญหาสังคม
๗. อะไรคือความดี?
ความดีก็คือ การกระทำที่ผู้คนชื่นชอบ ซึ่งสรุปอยู่ที่การทำให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความดีนี้แยกได้ ๒ ระดับคือ
๑. ความดีขั้นพื้นฐาน อันได้แก่การปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างถูกต้อง
๒. ความดีขั้นสูง อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่น
ต้นตอของความดีก็คือ จิตที่มีกิเลสน้อย (คือความไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลงผิด).
๘. ความดีขั้นสูง
ความดีขั้นสูงก็คือการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน หรือช่วยให้เขามีความสุข ซึ่งการช่วยนี้ก็สามารถทำได้ ๔ ลักษณะ คือ
๑. ช่วยด้วยการให้ทรัพย์ หรือสิ่งของ หรือช่วยด้วยแรงกาย
๒. ช่วยด้วยการให้ความรู้ หรือวิชาการต่างๆ
๓. ช่วยด้วยการให้อภัย หรือให้โอกาส
๔. ช่วยด้วยการให้ธรรมะ หรือช่วยชี้ทางสว่างให้
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง เพราะธรรมะจะเป็นแสงสว่างของชีวิต ทำให้ผู้รับสามารถดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้อง คือไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสงบสุขได้.
๙. กรรมคืออะไร?
กรรม แปลว่า การกระทำด้วยเจตนา หรือความตั้งใจ หรือจงใจ ซึ่งกรรมนี้สรุปได้ ๒ ประเภท คือ
๑. กรรมชั่ว การกระทำชั่ว ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นฆ่าสัตว์),วาจา(เช่นพูดโกหก),ใจ(เช่นคิดโลภ)
๒. กรรมดี การกระทำดี ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นให้ทรัพย์),วาจา(เช่นให้ความรู้), ใจ(เช่นคิดถูกต้อง)
๑๐. ผลของกรรมคืออะไร?
วิบาก แปลว่า ผลของกรรม ซึ่งผลของกรรมนี้จะเป็นผลทางจิตใจโดยตรง อันได้แก่
๑. วิบากชั่ว คือผลจากกรรมชั่ว อันได้แก่ความรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ ร้อนใจ ไปตามลำดับ
๒. วิบากดี คือผลจากกรรมดี อันได้แก่ความรู้สึกสบายใจ อิ่มใจ สุขใจ ไปตามลำดับ
๑๑. เวลาให้ผลของกรรม
เวลาให้ผลของกรรมนี้จะมี ๒ ช่วง คือ
๑. ทันทีขณะที่ทำกรรมใดๆอยู่
๒. หลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่ง
ขณะที่เราทำกรรมชั่วอยู่ เช่นกำลังโกรธและด่าเพื่อนด้วยคำหยาบคายอยู่ (กรรมชั่วทางวาจา) จิตใจของเราก็จะรู้สึกไม่สบายใจ หรือร้อนใจในขณะที่กำลังด่าอยู่นั้น และเมื่อด่าเสร็จแล้วเราก็ยังมีความรู้สึกไม่สบายใจหรือร้อนใจอยู่อีกระยะหนึ่งด้วย(ถ้าหยาบมากก็ร้อนใจนาน แต่ถ้าน้อยก็ไม่นาน) เป็นต้น.
หรือเมื่อขณะที่เรากำลังช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนให้พ้นความเดือดร้อนอยู่(กรรมดีทางกาย) จิตใจของเราก็จะรู้สึกสุขใจ สบายใจทันทีขณะที่กำลังช่วยอยู่ และแม้จะช่วยเสร็จแล้วเราก็ยังรู้สึกสุขใจ สบายใจอยู่ระยะหนึ่งด้วย(ถ้าทำดีมากก็สุขใจนาน ถ้าดีน้อยก็สุขใจไม่นาน) เป็นต้น.
๑๒. บาป-บุญ คืออะไร
บาปก็คือการทำกรรมชั่วทั้งหลาย และบุญก็คือการทำความดีทั้งหลาย คือเมื่อทำบาปก็จะรู้สึกไม่สาบายใจ แต่ถ้าทำบุญก็จะรู้สึกสุขใจ
เรื่องบาป-บุญ หรือกรรมชั่ว-กรรมดีของพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องทางจิตใจโดย ตรง คือเป็นเรื่องของจิตสำนึกที่พอทำชั่ว จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความชั่ว หรือไม่ดี แล้วมันก็จะเสียใจ ไม่สบายใจของมันเอง แต่ถ้าทำดี จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความดี แล้วมันก็จะสุขใจ อิ่มใจของมันเอง
๑๓. นรก-สวรรค์คืออะไร?
คำว่า นรก ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังที่เร่าร้อนทรมาน เพราะทำบาปเอาไว้มาก(เช่นขณะที่เรากำลังร้องไห้เพราะเสียใจมาก) ส่วนคำว่า สวรรค์ ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังมีความสุขใจ หรืออิ่มเอมใจอย่างยิ่ง เพราะได้ทำความดีเอาไว้มาก( เช่นขณะที่เรากำลังยิ้มร่าเพราะสุขใจมาก).
ส่วนนรกที่อยู่ใต้ดิน และสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า ที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายไปแล้วตามที่เราเคยได้ยินมานั้น ไม่ใช่ของพุทธศาสนา แต่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ปะปนเข้าอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จนทำให้ชาวพุทธหลงเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราจะต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย.
๑๔. สรุปเรื่องกรรม
สรุปได้ว่า เมื่อเรากระทำสิ่งใดลงไป มันจะมีผล ๒ อย่าง อันได้แก่
๑. ผลทางจิตใจ คือเกิดความรู้สึกสุขใจหรือทุกข์ใจที่เรียกว่าผลกรรม ซึ่งให้ผลแน่นอน
๒. ผลทางสังคม คือเมื่อทำชั่วจะถูกติเตียนหรือลงโทษและ เมื่อทำดีจะได้รับคำชมหรือรางวัล ซึ่งไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนรู้หรือไม่
สรุปได้ว่า เรื่องกรรมของพุทธศาสนาเป็นเรื่องเฉพาะทางจิตใจ ที่เราจะต้องสังเกตจึงจะเข้าใจ ส่วนเรื่องผลภายนอกหรือผลทางสังคมนั้นนั้นพุทธศาสนาไม่สอน เพราะใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว และมันก็ไม่แน่นอนอีกด้วย.
๑๕. อริยสัจ ๔
อริยสัจ ๔ เป็นหลักในการดับทุกข์ ซึ่งเป็นคำสอนระดับสูงของพุทธศาสนา ซึ่งสรุปได้ดังนี้
๑. ทุกข์ คือความทุกข์ของจิตใจที่มาจากความแก่ ความตาย ความพลัดพราก เป็นต้น
๒. สมุทัย คือสาเหตุของทุกข์ ซึ่งก็มาจากความยาก(ตัณหา)
๓. นิโรธ คือความดับลงของทุกข์ (นิพพาน)
๔. มรรค คือวิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ซึ่งสรุปอยู่ที่การมี ศีล ,สมาธิ ,และปัญญา
๑๖. นิพพานคืออะไร?
นิพพาน แปลว่า ความสงบเย็น หรือความเย็นใจ ซึ่งเกิดมาจากการที่จิตของเราบริสุทธิ์จากกิเลส คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดอาการของกิเลสใดๆขึ้นมา จิตของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ หรือจะเศร้าหมอง แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ชนิดต่างๆขึ้นมา(รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้างตามกิเลสที่เกิดขึ้น) แต่ขณะใดที่จิตเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะบริสุทธิ์ แล้วมันก็จะสงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง แจ่มใสขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คืออาการของนิพพาน(ซึ่งก็มีทั้งอย่างชั่วคราวของคนธรรมดาและถาวรของพระอริยบุคคล).
๑๗. ธรรมะอยู่ที่จิตใจของเราเอง
เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ธรรมะของพุทธศาสนาจะอยู่ที่จิตใจของเราเองทั้งสิ้น เพราะพุทธศาสนาจะสอนเรื่องสภาวะของจิตใจ ไม่สอนเรื่องวัตถุภายนอก คือจะสอนว่าเมื่อใดเราทำความดี จิตก็จะเป็นสุข แต่เมื่อใดที่เราความชั่ว จิตก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราทำจิตให้บริสุทธิ์(คือไม่มีกิเลสรบกวน) จิตของเราก็จะสงบ
๑๘. สรุปนรก-สวรรค์-นิพพาน
มีผู้รู้กล่าวเอากล่าวเอาไว้ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ และ นิพพานคือความเย็นใจ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด ดังจะสรุปได้ว่า
ร้อนใจไปนรก ดีใจไปสวรรค์ เย็นใจไปนิพพาน
จึงขอให้ทุกคนเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการเรียนรู้หลักธรรมะของพุทธศาสนา และไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมาพบพระพุทธศาสนา.
๑๙. ตายแล้วไปไหน?
ตามหลักพุทธศาสนาแล้วไม่สอนว่าตายแล้วไปไหน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่จะสอนให้รู้จักคิดว่าเมื่อมีเหตุมันก็เกิด เมื่อไม่มีเหตุมันก็ไม่เกิด เหมือนแสงสว่างที่เกิดจากเปลวไฟเทียนที่ลุกไหม้ เมื่อเปลวไฟเทียนดับลง แสงสว่างก็จะดับหายตามไปด้วย เมื่อจุดไฟใหม่ แสงสว่างก็กลับมามีอีก
ดังนั้น ตายแล้วไปไหนจึงไม่สำคัญยังไม่จำเป็นต้องรู้ ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรชีวิตในปัจจุบันจึงจะไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อน ต่อเมื่อมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงแล้วจึงจะเกิดความเข้าใจได้เองว่าตายแล้วเป็นอย่างไร?.
จบบทที่ ๓
บทที่ ๔ ประวัติ พุทธสาวก
๑. พระเจ้าปเสนทิโกศล
ท่านเป็นโอรสของพระเจ้าโกศลผู้ครองเมืองสาวัตถี แห่งแคว้นใหญ่ชื่อแคว้นโกศล หลังจากเรียนจบศิลปวิทยา แล้วก็ได้ครองราชย์สมบัติแทนพระราชบิดา
พระองค์เคยนับถือนักบวชนอกพุทธศาสนามาก่อน แต่ทรงเห็นพระสงฆ์หลายพันรูปไปฉันภัตตาหารที่บ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐีด้วยอาการสำรวม จึงเกิดศรัทธา และได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชวังบ้าง พร้อมทั้งมองพระองค์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งพระองค์ทรงนับถือพระพุทธเจ้ามากขนาดกราบแทบเท้าอยู่เสมอทั้งๆที่พระองค์เองเป็นกษัตริย์ และพระองค์มีใจฝักใฝ่ในการทำบุญกุศลยิ่ง
๒. พระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้าพิมพิสารเป็นราชาแห่งแคว้นใหญ่ชื่อแคว้นมคธ มีเมืองหลวงชื่อเมืองมคธ มีพระมเหสีชื่อเทเวหิ มีพระโอรสชื่ออชาตศัตรู เมื่อสมัยที่ได้พบพระสิทธัตถะครั้งแรกขณะยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงชักชวนให้พระสิทธัตถะมาครองสมบัติร่วมกัน แต่พระสิทธัตถะปฏิเสธ พอตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงเสด็จมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้สร้างวัดเวฬุวันถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของพุทธศาสนา
๓. พระเจ้าอชาตศัตรู
พระเจ้าอชาศัตรูเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร และพระนางเวเทหิ ผู้ครองกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อโตขึ้นก็ได้รับการสถาปนาในตำแหนงอุปราช
พระเจ้าอชาตศัตรูถูกพระเทวทัตต์ยุยงให้ปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อชิงราชสมบัติเสีย แต่พระบิดาทราบจึงทรงชิงพระราชทานสมบัติให้ครองเสียก่อน แต่พระเทวทัตต์ก็ยังไม่พอพระทัย จึงได้ยุงยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระบิดาจนสำเร็จ
เมื่อพระองค์ทรงฆ่าพระบิดาสำเร็จก็เป็นวันที่พระมเหสีของพระองค์ก็ประสูติพระโอรส จึงทำให้พระองค์ทรงรู้สึกถึงความรักที่พ่อมีต่อลูก และเกิดความเสียพระทัยเป็นอย่างมาก พร้อมกับพระเทวทัตต์ก็มรณภาพลงด้วย จึงทำให้พระองค์ทรงกลัวผลกรรมที่จะตามทัน จึงได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและสารภาพผิด ซึ่งแม้พระพุทธเจ้าจะแสดงธรรมให้ฟังพระองค์ก็ยังไม่บรรลุธรรม เพียงประกาศตนว่าเป็นอุบาสกเท่านั้น และพระองค์ยังเป็นอุปถัมภกในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ด้วย
๔. พระเจ้าอโศกมหาราช
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระบรมเดชานุภาพมากของอินเดีย หลังพุทธปรินิพพานเกือบ ๓๐๐ ปี ทรงครองราชย์สมบัติที่นครปาตลีบุตร ของแคว้นมคธ หรือทุกวันนี้เรียกแคว้นพิสาร
พระองค์ทรงยกทัพไปปราบแคว้นต่างๆจนราบคาบ จนให้พระราชณาจักรของพระองค์แผ่ไพศาลยิ่งขึ้น แต่ก็ทำให้ผู้คนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ทำให้พระองค์ทรงสลดพระทัยมาก
ต่อมาพระองค์ทรงพบพุทธศาสนาจึงทรงเลิกการทำสงครามและหันมาทำนุบำรุงพุทธศาสนา จนทำให้พุทธศาสนาเจริญขึ้น จนมีผู้บวชปลอมเข้ามาแสวงหาลาภและสร้างความเสื่อมเสียให้แก่พุทธศาสนา จนต้องมีการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้น โดยมีพระเจ้าอโศกทรงเป็นอุปถัมภ์ และภายหลังได้มีการจัดส่งสมณะทูตไปเผยแพร่พุทธศาสนายังประเทศต่างๆถึง ๙ สาย โดยหนึ่งในสายนั้นก็มีพระโสณะและพระอุตระเป็นหัวหน้าไปเผยแพร่ทางแหลมสุวรรณภูมิอันมีประเทศไทยอยู่ด้วย
๕. หมอชีวกโกมารภัจจ์
ท่านเป็นบุตรของนางสาลวดี นางนครโสเภณีประจำเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อมารดาคลอดท่านได้นำท่านไปทิ้งไว้ข้างกองขยะนอกเมือง และอภัยราชกุมารโอรสของพระเจ้าพิมพิสารที่ครองกรุงราชคฤห์ไปพบเข้า และเอามาเลี้ยงตั้งชื่อว่า ชีวก เมื่อโตขึ้นท่านไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมืองตักศิลา และกลับมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำราชสำนัก ซึ่งท่านได้ถวายตัวเป็นแพทย์รักษาพระพุทธเจ้าและพระสาวกด้วย อีกทั้งท่านยังเป็นบุคคลแรกที่ถวายผ้าจีวรแก่พระพุทธเจ้า อันเป็นเหตุให้ทรงประทานอนุญาตให้ภิกษุรับผ้าที่ชาวบ้านนำมาถวายได้.
จบบทที่ ๔
บทที่ ๕ มารยาทชาวพุทธ ศาสนพิธี
มารยาทชาวพุทธ
๑. มารยาทเกี่ยวกับการไปวัด
๑. แต่งกายเรียบร้อย สตรีต้องแต่งกายเรียบร้อย
๒. เคารพสถานที่ ไม่ส่งเสียงเอะอะ ไม่กินเหล้าเล่นการพนันในวัด เป็นต้น
๒. มารยาทในการไปหาพระสงฆ์ที่วัด
๑. แต่งกายเรียบร้อย
๒. ควรสอบถามหรือเคาระประตูก่อน
๓. เมื่อพบท่านแล้วกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
๔. สนทนากับท่านด้วยมารยาท สตรีไม่ควรสนทนากับท่านสองต่อสอง
๕. ไม่ควรสนทนากับท่านนานเกินควร
๓. การใช้คำพูดกับพระสงฆ์
ใช้คำพูดแทนพระสงฆ์ทั่วๆไปว่าท่าน หรือพระคุณท่าน หรือถ้าเป็นญาติก็ให้เรียกหลวงพ่อ หลวงพี่ ตามลำดับญาติ และใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ผม หรือดิฉัน
ถ้าเป็นสมเด็จพระพระสังฆราชใช้สรรพนามแทนพระองค์ท่านว่า ใต้เท้า และแทนตัวเองว่า เกล้ากระหม่อม(ผู้ชาย) หรือหม่อมฉัน(ผู้หญิง) ส่วนพระราชาคณะชั้นต่างๆก็ใช้คำให้เหมาะสมตามลำดับ
๔. มารยาทในการใช้รถประจำทาง
๑. ขึ้นลงอย่างมีระเบียบ
๒. สละที่นั่งแก่เด็กสตรีและคนชรา ภิกษุสามเณร
๓. ถ้ารถแน่นควรไปคันหลัง
๔. อย่านั่งหลับ
๕. ควรพูดสุภาพกับพนักงานบนรถ
๖. ถ้ารถแน่นควรควบคุมอารมณ์
๕. มารยาทในห้องเรียนหรือห้องบรรยาย
๑. แต่งกายตามกาลเทศะ
๒. ไม่คุยหรือเล่นในห้อง
๓. ให้เกียรติผู้สอนผู้บรรยาย
๔. ถ้าจะถามให้ยกมือก่อน และควรพูดสุภาพเรียบร้อย
๕. ควรรักษากติกาในห้องเรียน หรือห้องบรรยายโดยเคร่งครัด
๖. มารยาทในที่ประชุม
๑. แต่งกายถูกกาลเทศะ
๒. อย่าพูดสอดขณะผู้อื่นแสดงความคิดเห็น
๓. ควรรักษามารยาท
๔. ควรทำใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
๕. อย่าโจมตีเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น
๖. เมื่อจะพูดควรขออนุญาตประธานในที่ประชุมก่อน
๗. ถ้าจะออกจากที่ประชุมก่อนจะสิ้นสุด ควรขออนุญาตประธานก่อน
๗. มารยาทในการนั่งโต๊ะรับประทานอาหาร
๑. ควรแต่งกายรัดกุม
๒. ไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลา
๓. ผู้ชายไม่ควรนั่งก่อนผู้หญิง หรือก่อนเจ้าภาพเชิญให้นั่ง
๔. ระมัดระวังการไอ จาม บ้วนน้ำลาย
๕. นั่งรับประทานอย่างสุภาพ
๖. ควรระมัดระวังในการตักอาหาร
๗. อย่าพูดขณะอาหารเต็มปาก
๘. ถ้าจะแคะฟันควรป้องปากด้วย
๙. อย่าคายอาหาร หรือก้าง กระดูกลงในจาน
๑๐. แก้วน้ำควรวางทางขวามือของแต่ละคน
๑๑. ไม่ควรรับประทานอาหารคำโต หรือเร็วเกินควร
๑๒. อย่าดื่มสุราขณะร่วมโต๊ะอาหาร
๑๓. ไม่ควรสูบบุหรี่
๑๔. เจ้าภาพไม่ควรอิ่มก่อนแขก
๑๕. แขกไม่ควรติรสอาหารต่อหน้าเจ้าภาพ
๑๖. ไม่ควรลุกจากโต๊ะอาหารก่อนผู้มีอาวุโสในโต๊ะ
ศาสนพิธี
๑. พิธีบรรพชา
บรรพชาคือการบวชเณร ผู้บวชต้องมีอายุ ๗ ปีขึ้นไป, ไม่แก่เกิน, พ่อแม่อนุญาต,ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง,ไม่พิการ,และมีจิตใจเลื่อมใสเป็นต้น ซึ่งการบวชเณรนั้นสามเณรจะต้องโกนหัวนำผ้าจีวรเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วรับไตรสรณาคมน์(การถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นมารพึ่ง) และรับศีล ๑๐ ซึ่งก็คือ ศีล ๕ และรวมทั้งห้ามนอนบนที่นอนหนาๆ,ห้ามกินข้าวเย็น, ห้ามร้องเพลงและดูการเล่น,ห้ามประดับ ทาแป้งพรมน้ำหอม,ห้ามรับเงินทอง โดยหน้าที่ของสามเณรก็คือรับใช้พระและเล่าเรียน, ปฏิบัติสมาธิ, เจริญภาวณา
๑. พิธีอุปสมบท
พิธีอุปสมบทคือการบวชเป็นพระภิกษุ ซึ่งผู้บวชจะต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไป ,ไม่มีหนี้สิน,ไม่มีคดีความ,ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง,ไม่พิการ,พ่อแม่อนุญาตไม่ทำผิดต่อศาสนาอย่างร้ายแรงมาก่อน,และมีบาตร จีวร บริขารครบ แล้วไปทำพิธีบวชต่อพระอุปัชฌาย์ในโบสถ์ โดยถือศีล ๒๒๗ ข้อ
๒. พิธีทอดกฐิน
กฐินแปลว่า ไม้สะดึง หรือโครงไม้สำหรับขึงเย็บจีวร ซึ่งสมัยก่อนเมื่ออกพรรษาแล้วแล้วจะมีโยมเอาผ้าขาวมาถวาย แล้วพระจะช่วยกันตัดเย็บและย้อมให้เสร็จภายในวัยเดียว แล้วทำพิธีกราลกฐิน คือคัดเลือกภิกษุผู้มีจีวนเก่าที่สุดแล้วยกจีวรที่ตัดเย็บใหม่นั้นให้ ซึ่งกำหนดการทอดกฐินก็คือช่วง ๑ เดือนหลังออกพรรษา แต่สมัยนี้ญาติโยมจะเอาผ้าที่ตัดเย็บเรียบร้อยแล้วมาทอดวางถวายที่เรียกว่าการทอดกฐิน
๔. พิธีทอดผ้าป่า
ผ้าป่า หมายถึง ผ้าบังสุกุล หรือผ้าที่ชาวบ้านเขาทิ้งแล้ว คือสมัยก่อนผ้าที่จะนำมาใช้เย็บทำผ้านุ่งผ้าห่มนั้นหายยาก พระภิกษุจึงต้องไปเก็บเอาเศษผ้าหรือผ้าห่มศพ หรือผ้าที่ชาวบ้านเขาทิ้งแล้วมาซักมา มาตัด มาเย็บ มาย้อมทำผ้านุ่ง ผ้าห่ม ซึ่งชาวบ้านสงสารจึงเอาผ้ามาแขวนทิ้งไว้ตามกิ่งไม้เพื่อให้พระมาเก็บเอาไป จึงนิยมเรียกว่าผ้าป่า แต่สมัยนี้นิยมเอาผ้ามาทอดถวายถึงวัด จึงเรียกว่าทอดผ้าป่า ซึ่งการทอดผ้าป่านี้ทอดได้ทั้งปีไม่มีกำหนด
๕.
จบบทที่ ๕
บทที่ ๖ คุณธรรมประจำใจ
๑. ประโยชน์ในปัจจุบัน
ผู้ที่ปรารถนาประโยชน์สุขในปัจจุบันจะต้องปฏิบัติตามหลักต่อไปนี้
๑. รู้จักแสวงหาทรัพย์ด้วยความขยันอดทน
๒. รู้จักดูแลรักษาทรัพย์ด้วยความรอบครอบ
๓. รู้จักคบเพื่อนที่ดีมีคุณธรรม
๔. รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์
๒. ประโยชน์ในอนาคต
ผู้ที่ปรารถนาประโยชน์สุขในอนาคตจะต้องปฏิบัติดังนี้
๑. มีความเชื่อในสิ่งที่ดีงามถูกต้อง
๒. มีศีลสมบูรณ์
๓. มีการเสียสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีออกไป
๔. มีปัญญารอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้
๓. มิตตปฏิรูป คือ มิตร เทียม ๔ จำพวก อันได้แก่
๑. คนปอกลอก
๒. คนดีแต่พูด
๓. คนหัวประจบ
๔. คนชักชวนไปในทางฉิบหาย
๓.๑ คนปอกลอก มีลักษณะดังนี้
๑. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
๒. เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก
๓. เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน
๔. คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์แก่ตัว
๓.๒ คนดีแต่พูด มีลักษณะดังนี้
๑. เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย
๒. อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย
๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้
๔. ออกปากพึ่งไม่ได้
๓.๓. คนหัวประจบ มีลักษณะดังนี้
๑. จะทำชั่วก็คล้อยตาม
๒. จะทำดีก็คล้อยตาม
๓. ต่อหน้าว่าสรรเสริญ
๔. ลับหลังตั้งนินทา
๓.๔ คนชักชวนไปในทางฉิบหาย มีลักษณะดังนี้
๑. ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน
๓. ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น
๔. ชักชวนเล่นการพนัน
๔. มิตรแท้ ๔ จำพวกที่ควรคบได้แก่
๑. มิตรมีอุปการะ
๒. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข
๓. มิตรแนะประโยชน์
๔. มิตรมีความรักใคร่
๔.๑ มิตรมีอุปการะ มีลักษณะดังนี้
๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๒. ป้องกันทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้
๔. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
๔.๒ มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มีลักษณะดังนี้
๑. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
๒. ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย
๓. ไม่ละทิ้งยามวิบัติ
๔. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้
๔.๓ มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะดังนี้
๑. ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔. บอกทางสวรรค์ให้
๔.๔ มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะดังนี้
๑. ทุกข์ๆด้วย
๒. สุขๆด้วย
๓. โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน
๔. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน
๕. คารวะ ๖
คารวะ หมายถึง การมองเห็นความสำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้นด้วยความเหมาะสมถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่ควรคารวะมีอยู่ ๖ ประการอันได้แก่
๓. ความเคารพในพระพุทธเจ้า คือเคารพพระพุทธรูป
๔. เคารพในพระธรรม คือปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัด
๕. เคารพในพระสงฆ์ คือเคารพต่อพระสงฆ์
๖. เคารพในการศึกษา คือศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งใจ
๗. เคารพในความไม่ประมาท คือใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
๘. เคารพในการปฏิสันถาร คือยินดีในการต้อนรับผู้อื่น
๖. บุญกิริยาวัตถุ ๑๐
บุญกิริยาวัตถุ หมายถึง ที่ตั้งของบุญ หรือ หลักการสร้างความสุขใจอิ่มใจ ซึ่งสามารถแยกออกได้ ๑๐ ประการอันได้แก่
๑. บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวณา
๔. บุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
๕. บุญสำเร็จด้วยการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม
๖. บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
๗. บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐. บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง
จบบทที่ ๖
บทที่ ๗ พระสงฆ์และการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อพระสงฆ์
๑. หน้าที่ของพระสงฆ์
หลักความประพฤติใหญ่ๆของพระสงฆ์แยกได้ ๒ ประเภท คือ
๑. นิสสัย ๔ หมายถึง ข้อควรปฏิบัติ ๔ ประการ อันได้แก่
|