Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web
หลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ ๔

บทที่ ๑
หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง
หลักความเชื่อ

๑. ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือจะสอนให้ผู้นับถือมีปัญญาอย่างแท้จริง
๒. เชื่อถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาคริสต์
๓. เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ คือเชื่อว่าชีวิตไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้
๔. เชื่อความจริง คือเชื่อสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเห็นจริงแล้วเท่านั้น
๕. เชื่อกรรม คือ เชื่อว่าเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนา มันย่อมมีผลต่อจิตใจเสมอ
๖. เชื่อความเพียร คือ เชื่อว่าเมื่อมีความพยายามอย่างถูกต้อง ย่อมจะประสบผลสำเร็จได้
๗. ไม่เชื่อจากเขาว่ามา คือไม่เชื่อจากผู้อื่นบอกกล่าวมา ไม่ว่าจะกรณีใด
๘. ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่
๙. ไม่เชื่อเรื่องงมงาย เช่น เรื่องไสยศาสตร์,สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,ดวงชะตา,โชค, ลาง, ผี, เทวดา เป็นต้น
๑๐. ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน คือพุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น
หลักคำสอน
๑. สอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ และจะดับหายไปเมื่อเหตุของมันดับลง
๒. สอนว่าจิตสำคัญที่สุด คือจะให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่าวัตถุ
๓. สอนให้พึ่งตนเอง คือไม่สอนให้อ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครมาช่วย
๔. สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เป็นศัตรูกับใคร
๕. สอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย งดเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย
๖. สอนให้มีสติ อย่าประมาท ให้หมั่นฝึกฝนสมาธิ และอบรมปัญญาอยู่เสมอ
๗. สอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย เพื่อที่จิตจะได้นิพพาน
๘. สอนว่า นิพพาน คือความสงบเย็นของจิตใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลส
๙. สอนให้ละเว้นความชั่ว แล้วทำแต่ความดี รวมทั้งทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส
๑๐. สอนว่า นรก คือ ร้อนใจ , สวรรค์ คือ อิ่มใจ ในขณะที่กำลังทำความชั่วและความดีอยู่

จบบทที่ ๑
บทที่ ๒ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา
๑. พุทธศาสนาคืออะไร?
พุทธะ แปลว่า รู้ ,ตื่น,เบิกบาน หรือ หมายถึง พระพุทธเจ้า ที่เป็น ผู้รู้, ผู้ตื่น,ผู้เบิกบาน
ศาสนา แปลว่า คำสอน
พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

๒. ใครคือศาสดา?

ศาสดา แปลว่า ผู้สอน หรือ ผู้ที่เริ่มนำหลักคำสอนมาสอนแก่ผู้คน
พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ หรือผู้รู้สูงสุดที่ไม่มีใครเทียบเท่า ซึ่งพระพุทธเจ้าคือศาสดาของพุทธศาสนา.

๓. กำเนิดที่ใด?

พุทธศาสนาเกิดขึ้น ณ ประเทศอินเดีย ก่อนคริสต์ศาสนา ๕๔๓ ปี โดยจะมีศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนา เก่าแก่ที่ชาวอินเดียนับถือกันอยู่ก่อนมาช้านานแล้ว.

๔. สิ่งสูงสุดคืออะไร?

สิ่งที่ชาวพุทธนับถือว่ามีอำนาจสูงสุดในโลก ในจักรวาล ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปก็คือธรรมชาติ (ศาสนาคริสต์ และ อิสลาม จะนับถือพระจ้าเป็นสิ่งสูงสุด).

๕. คัมภีร์ชื่ออะไร?

คัมภีร์ คือ ตำรารวบรวมคำสอน ซึ่งพระไตรปิฎกคือตำรารวบรวมคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาเอาไว้ซึ่งพระไตรปิฎกนี้แบ่งออกเป็น ๓ หมวด อันได้แก่
๑. พระวินัย ที่รวบรวมเรื่องศีล
๒. พระสูตร ที่รวบรวมเรื่องคำสอน
๓. พระอภิธรรม ที่รวบรวมเรื่องปรัชญา
การทำสังคายนาคือการชำระสะสาง ซึ่งพระไตรปิฎกก็ได้มีการทำสังคายนามาหลายครั้งแล้ว เพื่อแก้ไขเรื่องที่ผิดให้ถูกต้อง หรือแก้ไขคำที่ท่องมาผิดให้ถูกต้องตรงกัน ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นยังไม่มีการบันทึกเป็นตัวอักษร จะมีการท่องจำต่อๆกันไว้ที่เรียกว่า มุขปาถะ ซึ่งก็ต้องอาศัยภิกษุจำนวนมากมาท่องจำคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ จนมีการทำสังคายนาในครั้งหลังๆจึงได้มีการบันทึกพระไตรปิฎกเอาไว้เป็นตัวอักษร.

๖. หลักคำสอนโดยสรุปมีว่าอย่างไร?

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสรุปมี ๓ ประการ คือ
๑. สอนให้ละเว้นความชั่ว
๒. สอนให้ทำความดี
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์

๗. หลักความเชื่อเป็นอย่างไร?

พุทธศาสนาไม่สอนให้เชื่ออะไรงมงายไร้เหตุผลและไม่มีหลักฐานมายืนยัน เช่น ไม่ให้เชื่อเรื่องไสยศาสตร์, โหราศาสตร์, เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรื่องผี-สาง, เรื่องเทวดา-นางฟ้า, เรื่องนรกใต้ดิน- สวรรค์บนฟ้า เป็นต้น คือพุทธศาสนาจะสอนให้เชื่อสิ่งที่ปรากฏแก่ตนเองจริงๆแล้วเท่านั้น รวมทั้งไม่มีการบังคับให้เชื่ออีกด้วย ซึ่งนี่เป็นหลักการที่ตรงกับหลักการของวิทยาศาสตร์.

๘. เรื่องแก่นพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า
“ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญนั้นเป็นเพียงกิ่งและใบของศาสนา ,
การมีความสมบูรณ์ด้วยศีลนั้นเป็นเพียงสะเก็ดของศาสนา ,
ความสมบูรณ์ด้วยสมาธินั้นเป็นเพียงเปลือกของศาสนา,
การมีความเห็นที่ถูกต้อง(สัมมาทิฐิ)นั้นเป็นเพียงกะพี้ของศาสนา ,
ความหลุดพ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิงนั้นคือแก่นของศาสนา
ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลงคว้าเอาเพียงกิ่งและใบของศาสนามายึดถือกันมาก คือแทบจะยึดถือกันว่าเป็นแก่นของศาสนาเลยทีเดียว ซึ่งเราควรที่จะเปลี่ยนความคิดนี้เสียใหม่ เพื่อที่จะได้เข้าถึงพุทธศาสนากันถูกต้องและมากยิ่งขึ้น.

๙. พุทธศาสนามีกี่นิกาย?

นิกาย หมายถึง พวก หรือหมู่ ซึ่งพุทธศาสนาในโลกปัจจุบันมี ๒ นิกาย คือ
๑. มหายาน ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศจีน, ไต้หวัน, เวียดนาม, ญี่ปุ่น
๒. เถรวาท (หินยาน) ซึ่งมีผู้คนนับถือมากในประเทศไทย, ลาว, พม่า
มหายานนั้นจะมีการปรับแต่ง เปลี่ยนแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียใหม่ เพื่อให้เข้ากับพื้นเพของผู้คน แม้พระไตรปิฎกก็เขียนขึ้นมาใหม่ อย่างเช่นจะมีคำสอนว่ามีพระพุทธเจ้าจำนวนมากประทับอยู่บนสวรรค์ เพื่อคอยช่วยเหลือมนุษย์ ถ้าใครสวดท่องชื่อพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆมากๆ ตายไปก็จะได้นิพพาน ซึ่งนิพพานเขาก็หมายถึงสถานที่ที่มีแต่ความสุขไม่มีทุกข์ชั่วนิรันดร เป็นต้น ส่วนเถรวาทนั้นจะยึดถือพระไตรปิฎกที่ได้ทำสังคายนามาแล้วจากอินเดียเป็นหลัก ไม่มากรเปลี่ยนแปลง ดังนั้นทางเถรวาทจึงค่อนข้างจะเคร่งครัดกว่าทางมหายาน ทั้งด้านวินัยของพระสงฆ์และการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา

๑๐. พุทธศาสนาในฐานะช่วยสร้างสรรค์อารยธรรมให้แก่โลก

อารยธรรม หมายถึง ความเจริญสูงสุดทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ ซึ่งการที่มนุษย์มีเพียงกฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี จะยังไม่ทำให้มนุษย์มีอารยธรรมได้ จะต้องมีศาสนามามีบทบาทช่วยเหลือมนุษย์ทางจิตใจด้วย อารยธรรมจึงจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งพุทธศาสนาก็มีส่วนช่วยในด้านนี้ด้วย ซึ่งหลักธรรมที่จะช่วยให้เกิดอารยธรรมเรียกว่า อารยวัติ ๕ อันได้แก่
๑. ศรัทธา คือผู้คนมีความเชื่อมั่นในการทำความดี
๒. ศีล คือผู้คนมีความประพฤติดี
๓. สุตะ คือผู้คนมีความสนใจศึกษาในสิ่งที่ดี
๔. จาคะ คือผู้คนมีการเสียสละไม่เห็นแก่ตัว
๕. ปัญญา คือผู้คนมีความรอบรู้ในสิ่งที่ดี

๑๑. พุทธศาสนากับความสงบสุขของชาวโลก

ในเมืองไทยนั้น พุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยในสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียได้ส่งสมณะทูตมาเผยแผ่ทางสุวรรณภูมิ ปัจจุบันพุทธศาสนามั่นคงที่สุดในเมืองไทย คนไทย ๙๕ เปอร์เซ็นต์นับถือพุทธศาสนา คำสอนของพุทธศาสนาได้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของคนไทยให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติมาได้จนปัจจุบัน

๑๒. ลักษณะประชาธิปไตยในพุทธศาสนา

๑. พระพุทธเจ้าทรงให้พระสงฆ์เป็นใหญ่(พระภิกษุ ๔ รูปขึ้นไปจึงจะเรียกว่าเป็นสงฆ์)
๒. พระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพสงฆ์
๓. กิจกรรมของสงฆ์ถือเป็นเรื่องสำคัญห้ามติเตียนแก้ไข
๔. เอาเสียงข้างมากตัดสินในที่ประชุม
๕. ภิกษุทุกรูปมีสิทธิ์ในการเข้าประชุม
๖. ภิกษุทุกรูปจะต้องเข้าประชุมเมื่อมีกิจสำคัญ
๗. ถ้าภิกษุออกจากที่ประชุมจะต้องอนุญาตให้สงฆ์ดำเนินการต่อไปได้
๘. พระสงฆ์จะยึดถือประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นหลัก

๑๓. แนวทางการเผยแผ่ศาสนา

๑. สมัยโบราณนั้นขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของพระมหากษัตริย์
๒. สมัยปัจจุบันจะเป็นไปตามการอพยพของชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่

๑๔. การนับถือพุทธศาสนาของประเทศต่างๆทางเอเชียในปัจจุบัน

(๑) อินเดีย พุทธศาสนาได้เสื่อมสูญไปจากอินเดียเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ต่อมาพ.ศ. ๒๑๓๔ สมาคมมหาโพธิ์ ซึ่งก่อตั้งโดยท่านธรรมปาละ ซึ่งเป็นชาวศรีลังกาได้มีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันมีคนนับถือกว่า ๕๕๐,๐๐๐ คน
(๒) เนปาล สิกขิม และภูฐาน ประเทศทั้ง ๓ นี้แต่เดิมนับถือเถรวาท ต่อมาเปลี่ยนเป็นมหายานจนถึงปัจจุบัน
(๓) ทิเบต จะนับถือแบบมหายาน และมีองค์ดาไลลามะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดปกครองทั้งอาณาจักรและ ศาสนจักร ส่วนพระสงฆ์จะถูกเรียกว่า ลามะ
(๔) จีน พุทธศาสนาเข้าสู่จีนเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๗ ซึ่งเป็นแบบมหายาน ชาวจีนส่วนใหญ่นับถือคู่ไปกับลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า
(๕) เกาหลี รับพุทธศาสนาทั้งจากจีนและอินเดีย ซึ่งทางเกาหลีเหนือพุทธศาสนาจะไม่เจริญ แต่ไปเจริญทางเกาหลีใต้ ซึ่งชาวเกาหลีนับถือพุทธศาสนานิกายเซนผสมกับมหายาน
(๖) ญี่ปุ่น รับเอาพุทธศาสนาแบบมหายานมาจากเกาหลี และเจริญมากขึ้นจนแบ่งเป็น ๓ นิกายคือ
๑. นิกายโจโด หรือสุขาวดี ที่มีหลักความเชื่อว่ายังมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนสวรรค์
๒. นิกายเซน ซึ่งเน้นการปฏิบัติให้บรรลุในฉับพลัน
๓. นิกายนิชีเรน ซึ่งเน้นการสวดมนต์ภาวนาเป็นหลัก
ปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นนับถือพุทธศาสนาประมาณ ๗๐ ล้านคน

๑๕. การนับถือพุทธศาสนาของประเทศต่างๆในโลกในปัจจุบัน

ประเทศทางทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลียนั้นมีการนับถือพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทและมหายาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเชียที่ อพยพไปอาศัยอยู่ ซึ่งก็ยังมีไม่มากนัก
สรุปว่ามีผู้นับถือพุทธศาสนาทั่วโลกประมาณ ๓๐๓ ล้านคนทั่วโลก คิดเป็นร้อยละ ๕.๗ ของผู้นับถือศาสนาทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย.

จบบทที่ ๒
บทที่ ๓ หลักพุทธธรรม
๑. ธรรมะ ๒ ระดับ
คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ในที่นี้จะหมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแบ่งได้ ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับพื้นฐาน (ศีลธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนชาวบ้านทั่วไป
๒. ระดับสูง (ปรมัตถธรรม) ซึ่งเอาไว้สอนคนที่มีปัญญา

๒. โอวาท ๓ ประการ

ธรรมทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้นสามารถสรุปเป็นหลักใหญ่ๆได้ ๓ ประการ อันได้แก่
๑. สอนให้ละเว้นการทำความชั่วทั้งปวง (ระดับศีลธรรม)
๒. สอนให้ทำความดีให้สมบูรณ์ (ระดับศีลธรรม)
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ (ระดับสูง)

๓. จุดหมายของพุทธศาสนา

จุดหมายของพุทธศาสนาในแต่ละระดับก็คือ
๑. ระดับพื้นฐานก็คือ เพื่อให้ชีวิตมีความปรกติสุข และเพื่อให้โลกมีสันติภาพ
๒. ระดับสูงก็คือ เพื่อความพ้นทุกข์ หรือ นิพพาน

๔. อะไรคือความชั่ว?

ความชั่วก็คือ การกระทำที่ผู้คนเกลียดชัง ซึ่งสรุปอยู่ที่การเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความชั่วที่เห็นได้ชัดก็คือ การละเมิดศีล ๕ และการลุ่มหลงอบายมุข ซึ่งต้นตอของความชั่วก็คือ จิตที่มีกิเลสมาก (ความโลภ, ความโกรธ, ความหลงผิด).

๕. ศีล ๕ ของชาวบ้าน

ศีล แปลว่า ความปรกติ ซึ่งศีลระดับชาวบ้านก็คือ ศีล ๕

๖. อบายมุข เหตุแห่งความเสื่อม

อบายมุข แปลว่า ปากทางไปสู่ความเสื่อม หรือ หมายถึงสาเหตุของปัญหาสังคม

๗. อะไรคือความดี?

ความดีก็คือ การกระทำที่ผู้คนชื่นชอบ ซึ่งสรุปอยู่ที่การทำให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความดีนี้แยกได้ ๒ ระดับคือ
๑. ความดีขั้นพื้นฐาน อันได้แก่การปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างถูกต้อง
๒. ความดีขั้นสูง อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่น
ต้นตอของความดีก็คือ จิตที่มีกิเลสน้อย (คือความไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลงผิด).

๘. ความดีขั้นสูง

ความดีขั้นสูงก็คือการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน หรือช่วยให้เขามีความสุข ซึ่งการช่วยนี้ก็สามารถทำได้ ๔ ลักษณะ คือ
๑. ช่วยด้วยการให้ทรัพย์ หรือสิ่งของ หรือช่วยด้วยแรงกาย
๒. ช่วยด้วยการให้ความรู้ หรือวิชาการต่างๆ
๓. ช่วยด้วยการให้อภัย หรือให้โอกาส
๔. ช่วยด้วยการให้ธรรมะ หรือช่วยชี้ทางสว่างให้
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง เพราะธรรมะจะเป็นแสงสว่างของชีวิต ทำให้ผู้รับสามารถดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้อง คือไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสงบสุขได้.

๙. กรรมคืออะไร?

กรรม แปลว่า การกระทำด้วยเจตนา หรือความตั้งใจ หรือจงใจ ซึ่งกรรมนี้สรุปได้ ๒ ประเภท คือ
๑. กรรมชั่ว การกระทำชั่ว ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นฆ่าสัตว์),วาจา(เช่นพูดโกหก),ใจ(เช่นคิดโลภ)
๒. กรรมดี การกระทำดี ซึ่งก็มีทั้งทางกาย(เช่นให้ทรัพย์),วาจา(เช่นให้ความรู้), ใจ(เช่นคิดถูกต้อง)

๑๐. ผลของกรรมคืออะไร?

วิบาก แปลว่า ผลของกรรม ซึ่งผลของกรรมนี้จะเป็นผลทางจิตใจโดยตรง อันได้แก่
๑. วิบากชั่ว คือผลจากกรรมชั่ว อันได้แก่ความรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจ ร้อนใจ ไปตามลำดับ
๒. วิบากดี คือผลจากกรรมดี อันได้แก่ความรู้สึกสบายใจ อิ่มใจ สุขใจ ไปตามลำดับ

๑๑. เวลาให้ผลของกรรม

เวลาให้ผลของกรรมนี้จะมี ๒ ช่วง คือ
๑. ทันทีขณะที่ทำกรรมใดๆอยู่
๒. หลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่ง
ขณะที่เราทำกรรมชั่วอยู่ เช่นกำลังโกรธและด่าเพื่อนด้วยคำหยาบคายอยู่ (กรรมชั่วทางวาจา) จิตใจของเราก็จะรู้สึกไม่สบายใจ หรือร้อนใจในขณะที่กำลังด่าอยู่นั้น และเมื่อด่าเสร็จแล้วเราก็ยังมีความรู้สึกไม่สบายใจหรือร้อนใจอยู่อีกระยะหนึ่งด้วย(ถ้าหยาบมากก็ร้อนใจนาน แต่ถ้าน้อยก็ไม่นาน) เป็นต้น. หรือเมื่อขณะที่เรากำลังช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนให้พ้นความเดือดร้อนอยู่(กรรมดีทางกาย) จิตใจของเราก็จะรู้สึกสุขใจ สบายใจทันทีขณะที่กำลังช่วยอยู่ และแม้จะช่วยเสร็จแล้วเราก็ยังรู้สึกสุขใจ สบายใจอยู่ระยะหนึ่งด้วย(ถ้าทำดีมากก็สุขใจนาน ถ้าดีน้อยก็สุขใจไม่นาน) เป็นต้น.

๑๒. บาป-บุญ คืออะไร

บาปก็คือการทำกรรมชั่วทั้งหลาย และบุญก็คือการทำความดีทั้งหลาย คือเมื่อทำบาปก็จะรู้สึกไม่สาบายใจ แต่ถ้าทำบุญก็จะรู้สึกสุขใจ
เรื่องบาป-บุญ หรือกรรมชั่ว-กรรมดีของพุทธศาสนานี้ เป็นเรื่องทางจิตใจโดย ตรง คือเป็นเรื่องของจิตสำนึกที่พอทำชั่ว จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความชั่ว หรือไม่ดี แล้วมันก็จะเสียใจ ไม่สบายใจของมันเอง แต่ถ้าทำดี จิตสำนึกมันก็จะบอกว่านี่คือความดี แล้วมันก็จะสุขใจ อิ่มใจของมันเอง

๑๓. นรก-สวรรค์คืออะไร?

คำว่า “ นรก” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังที่เร่าร้อนทรมาน เพราะทำบาปเอาไว้มาก(เช่นขณะที่เรากำลังร้องไห้เพราะเสียใจมาก) ส่วนคำว่า “สวรรค์” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังมีความสุขใจ หรืออิ่มเอมใจอย่างยิ่ง เพราะได้ทำความดีเอาไว้มาก( เช่นขณะที่เรากำลังยิ้มร่าเพราะสุขใจมาก).
ส่วนนรกที่อยู่ใต้ดิน และสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า ที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายไปแล้วตามที่เราเคยได้ยินมานั้น ไม่ใช่ของพุทธศาสนา แต่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ปะปนเข้าอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จนทำให้ชาวพุทธหลงเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราจะต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย.

๑๔. สรุปเรื่องกรรม

สรุปได้ว่า เมื่อเรากระทำสิ่งใดลงไป มันจะมีผล ๒ อย่าง อันได้แก่
๑. ผลทางจิตใจ คือเกิดความรู้สึกสุขใจหรือทุกข์ใจที่เรียกว่าผลกรรม ซึ่งให้ผลแน่นอน
๒. ผลทางสังคม คือเมื่อทำชั่วจะถูกติเตียนหรือลงโทษและ เมื่อทำดีจะได้รับคำชมหรือรางวัล ซึ่งไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนรู้หรือไม่ สรุปได้ว่า เรื่องกรรมของพุทธศาสนาเป็นเรื่องเฉพาะทางจิตใจ ที่เราจะต้องสังเกตจึงจะเข้าใจ ส่วนเรื่องผลภายนอกหรือผลทางสังคมนั้นนั้นพุทธศาสนาไม่สอน เพราะใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว และมันก็ไม่แน่นอนอีกด้วย.

๑๕. อริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ เป็นหลักในการดับทุกข์ ซึ่งเป็นคำสอนระดับสูงของพุทธศาสนา ซึ่งสรุปได้ดังนี้
๑. ทุกข์ คือความทุกข์ของจิตใจที่มาจากความแก่ ความตาย ความพลัดพราก เป็นต้น
๒. สมุทัย คือสาเหตุของทุกข์ ซึ่งก็มาจากความยาก(ตัณหา)
๓. นิโรธ คือความดับลงของทุกข์ (นิพพาน)
๔. มรรค คือวิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ซึ่งสรุปอยู่ที่การมี ศีล ,สมาธิ ,และปัญญา

๑๖. นิพพานคืออะไร?

นิพพาน แปลว่า ความสงบเย็น หรือความเย็นใจ ซึ่งเกิดมาจากการที่จิตของเราบริสุทธิ์จากกิเลส คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดอาการของกิเลสใดๆขึ้นมา จิตของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ หรือจะเศร้าหมอง แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ชนิดต่างๆขึ้นมา(รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้างตามกิเลสที่เกิดขึ้น) แต่ขณะใดที่จิตเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะบริสุทธิ์ แล้วมันก็จะสงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง แจ่มใสขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คืออาการของนิพพาน(ซึ่งก็มีทั้งอย่างชั่วคราวของคนธรรมดาและถาวรของพระอริยบุคคล).

๑๗. ธรรมะอยู่ที่จิตใจของเราเอง

เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ธรรมะของพุทธศาสนาจะอยู่ที่จิตใจของเราเองทั้งสิ้น เพราะพุทธศาสนาจะสอนเรื่องสภาวะของจิตใจ ไม่สอนเรื่องวัตถุภายนอก คือจะสอนว่าเมื่อใดเราทำความดี จิตก็จะเป็นสุข แต่เมื่อใดที่เราความชั่ว จิตก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราทำจิตให้บริสุทธิ์(คือไม่มีกิเลสรบกวน) จิตของเราก็จะสงบ

๑๘. สรุปนรก-สวรรค์-นิพพาน

มีผู้รู้กล่าวเอากล่าวเอาไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” และ “นิพพานคือความเย็นใจ” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด ดังจะสรุปได้ว่า ร้อนใจไปนรก ดีใจไปสวรรค์ เย็นใจไปนิพพาน
จึงขอให้ทุกคนเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการเรียนรู้หลักธรรมะของพุทธศาสนา และไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมาพบพระพุทธศาสนา.

๑๙. ตายแล้วไปไหน?

ตามหลักพุทธศาสนาแล้วไม่สอนว่าตายแล้วไปไหน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่จะสอนให้รู้จักคิดว่าเมื่อมีเหตุมันก็เกิด เมื่อไม่มีเหตุมันก็ไม่เกิด เหมือนแสงสว่างที่เกิดจากเปลวไฟเทียนที่ลุกไหม้ เมื่อเปลวไฟเทียนดับลง แสงสว่างก็จะดับหายตามไปด้วย เมื่อจุดไฟใหม่ แสงสว่างก็กลับมามีอีก ดังนั้น ตายแล้วไปไหนจึงไม่สำคัญยังไม่จำเป็นต้องรู้ ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรชีวิตในปัจจุบันจึงจะไม่เป็นทุกข์ ไม่เดือดร้อน ต่อเมื่อมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงแล้วจึงจะเกิดความเข้าใจได้เองว่าตายแล้วเป็นอย่างไร?.

จบบทที่ ๓
บทที่ ๔ ประวัติ พุทธสาวก
๑. พระเจ้าปเสนทิโกศล
ท่านเป็นโอรสของพระเจ้าโกศลผู้ครองเมืองสาวัตถี แห่งแคว้นใหญ่ชื่อแคว้นโกศล หลังจากเรียนจบศิลปวิทยา แล้วก็ได้ครองราชย์สมบัติแทนพระราชบิดา พระองค์เคยนับถือนักบวชนอกพุทธศาสนามาก่อน แต่ทรงเห็นพระสงฆ์หลายพันรูปไปฉันภัตตาหารที่บ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐีด้วยอาการสำรวม จึงเกิดศรัทธา และได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชวังบ้าง พร้อมทั้งมองพระองค์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งพระองค์ทรงนับถือพระพุทธเจ้ามากขนาดกราบแทบเท้าอยู่เสมอทั้งๆที่พระองค์เองเป็นกษัตริย์ และพระองค์มีใจฝักใฝ่ในการทำบุญกุศลยิ่ง

๒. พระเจ้าพิมพิสาร

พระเจ้าพิมพิสารเป็นราชาแห่งแคว้นใหญ่ชื่อแคว้นมคธ มีเมืองหลวงชื่อเมืองมคธ มีพระมเหสีชื่อเทเวหิ มีพระโอรสชื่ออชาตศัตรู เมื่อสมัยที่ได้พบพระสิทธัตถะครั้งแรกขณะยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงชักชวนให้พระสิทธัตถะมาครองสมบัติร่วมกัน แต่พระสิทธัตถะปฏิเสธ พอตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงเสด็จมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้สร้างวัดเวฬุวันถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกของพุทธศาสนา

๓. พระเจ้าอชาตศัตรู

พระเจ้าอชาศัตรูเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร และพระนางเวเทหิ ผู้ครองกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อโตขึ้นก็ได้รับการสถาปนาในตำแหนงอุปราช พระเจ้าอชาตศัตรูถูกพระเทวทัตต์ยุยงให้ปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อชิงราชสมบัติเสีย แต่พระบิดาทราบจึงทรงชิงพระราชทานสมบัติให้ครองเสียก่อน แต่พระเทวทัตต์ก็ยังไม่พอพระทัย จึงได้ยุงยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระบิดาจนสำเร็จ เมื่อพระองค์ทรงฆ่าพระบิดาสำเร็จก็เป็นวันที่พระมเหสีของพระองค์ก็ประสูติพระโอรส จึงทำให้พระองค์ทรงรู้สึกถึงความรักที่พ่อมีต่อลูก และเกิดความเสียพระทัยเป็นอย่างมาก พร้อมกับพระเทวทัตต์ก็มรณภาพลงด้วย จึงทำให้พระองค์ทรงกลัวผลกรรมที่จะตามทัน จึงได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและสารภาพผิด ซึ่งแม้พระพุทธเจ้าจะแสดงธรรมให้ฟังพระองค์ก็ยังไม่บรรลุธรรม เพียงประกาศตนว่าเป็นอุบาสกเท่านั้น และพระองค์ยังเป็นอุปถัมภกในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ด้วย

๔. พระเจ้าอโศกมหาราช

พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระบรมเดชานุภาพมากของอินเดีย หลังพุทธปรินิพพานเกือบ ๓๐๐ ปี ทรงครองราชย์สมบัติที่นครปาตลีบุตร ของแคว้นมคธ หรือทุกวันนี้เรียกแคว้นพิสาร พระองค์ทรงยกทัพไปปราบแคว้นต่างๆจนราบคาบ จนให้พระราชณาจักรของพระองค์แผ่ไพศาลยิ่งขึ้น แต่ก็ทำให้ผู้คนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ทำให้พระองค์ทรงสลดพระทัยมาก ต่อมาพระองค์ทรงพบพุทธศาสนาจึงทรงเลิกการทำสงครามและหันมาทำนุบำรุงพุทธศาสนา จนทำให้พุทธศาสนาเจริญขึ้น จนมีผู้บวชปลอมเข้ามาแสวงหาลาภและสร้างความเสื่อมเสียให้แก่พุทธศาสนา จนต้องมีการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้น โดยมีพระเจ้าอโศกทรงเป็นอุปถัมภ์ และภายหลังได้มีการจัดส่งสมณะทูตไปเผยแพร่พุทธศาสนายังประเทศต่างๆถึง ๙ สาย โดยหนึ่งในสายนั้นก็มีพระโสณะและพระอุตระเป็นหัวหน้าไปเผยแพร่ทางแหลมสุวรรณภูมิอันมีประเทศไทยอยู่ด้วย

๕. หมอชีวกโกมารภัจจ์

ท่านเป็นบุตรของนางสาลวดี นางนครโสเภณีประจำเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เมื่อมารดาคลอดท่านได้นำท่านไปทิ้งไว้ข้างกองขยะนอกเมือง และอภัยราชกุมารโอรสของพระเจ้าพิมพิสารที่ครองกรุงราชคฤห์ไปพบเข้า และเอามาเลี้ยงตั้งชื่อว่า ชีวก เมื่อโตขึ้นท่านไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมืองตักศิลา และกลับมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำราชสำนัก ซึ่งท่านได้ถวายตัวเป็นแพทย์รักษาพระพุทธเจ้าและพระสาวกด้วย อีกทั้งท่านยังเป็นบุคคลแรกที่ถวายผ้าจีวรแก่พระพุทธเจ้า อันเป็นเหตุให้ทรงประทานอนุญาตให้ภิกษุรับผ้าที่ชาวบ้านนำมาถวายได้.

จบบทที่ ๔

บทที่ ๕ มารยาทชาวพุทธ ศาสนพิธี
มารยาทชาวพุทธ
๑. มารยาทเกี่ยวกับการไปวัด
๑. แต่งกายเรียบร้อย สตรีต้องแต่งกายเรียบร้อย
๒. เคารพสถานที่ ไม่ส่งเสียงเอะอะ ไม่กินเหล้าเล่นการพนันในวัด เป็นต้น

๒. มารยาทในการไปหาพระสงฆ์ที่วัด

๑. แต่งกายเรียบร้อย
๒. ควรสอบถามหรือเคาระประตูก่อน
๓. เมื่อพบท่านแล้วกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
๔. สนทนากับท่านด้วยมารยาท สตรีไม่ควรสนทนากับท่านสองต่อสอง
๕. ไม่ควรสนทนากับท่านนานเกินควร

๓. การใช้คำพูดกับพระสงฆ์

ใช้คำพูดแทนพระสงฆ์ทั่วๆไปว่าท่าน หรือพระคุณท่าน หรือถ้าเป็นญาติก็ให้เรียกหลวงพ่อ หลวงพี่ ตามลำดับญาติ และใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ผม หรือดิฉัน
ถ้าเป็นสมเด็จพระพระสังฆราชใช้สรรพนามแทนพระองค์ท่านว่า ใต้เท้า และแทนตัวเองว่า เกล้ากระหม่อม(ผู้ชาย) หรือหม่อมฉัน(ผู้หญิง) ส่วนพระราชาคณะชั้นต่างๆก็ใช้คำให้เหมาะสมตามลำดับ

๔. มารยาทในการใช้รถประจำทาง

๑. ขึ้นลงอย่างมีระเบียบ
๒. สละที่นั่งแก่เด็กสตรีและคนชรา ภิกษุสามเณร
๓. ถ้ารถแน่นควรไปคันหลัง
๔. อย่านั่งหลับ
๕. ควรพูดสุภาพกับพนักงานบนรถ
๖. ถ้ารถแน่นควรควบคุมอารมณ์

๕. มารยาทในห้องเรียนหรือห้องบรรยาย

๑. แต่งกายตามกาลเทศะ
๒. ไม่คุยหรือเล่นในห้อง
๓. ให้เกียรติผู้สอนผู้บรรยาย
๔. ถ้าจะถามให้ยกมือก่อน และควรพูดสุภาพเรียบร้อย
๕. ควรรักษากติกาในห้องเรียน หรือห้องบรรยายโดยเคร่งครัด

๖. มารยาทในที่ประชุม

๑. แต่งกายถูกกาลเทศะ
๒. อย่าพูดสอดขณะผู้อื่นแสดงความคิดเห็น
๓. ควรรักษามารยาท
๔. ควรทำใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
๕. อย่าโจมตีเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น
๖. เมื่อจะพูดควรขออนุญาตประธานในที่ประชุมก่อน
๗. ถ้าจะออกจากที่ประชุมก่อนจะสิ้นสุด ควรขออนุญาตประธานก่อน

๗. มารยาทในการนั่งโต๊ะรับประทานอาหาร

๑. ควรแต่งกายรัดกุม
๒. ไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลา
๓. ผู้ชายไม่ควรนั่งก่อนผู้หญิง หรือก่อนเจ้าภาพเชิญให้นั่ง
๔. ระมัดระวังการไอ จาม บ้วนน้ำลาย
๕. นั่งรับประทานอย่างสุภาพ
๖. ควรระมัดระวังในการตักอาหาร
๗. อย่าพูดขณะอาหารเต็มปาก
๘. ถ้าจะแคะฟันควรป้องปากด้วย
๙. อย่าคายอาหาร หรือก้าง กระดูกลงในจาน
๑๐. แก้วน้ำควรวางทางขวามือของแต่ละคน
๑๑. ไม่ควรรับประทานอาหารคำโต หรือเร็วเกินควร
๑๒. อย่าดื่มสุราขณะร่วมโต๊ะอาหาร
๑๓. ไม่ควรสูบบุหรี่
๑๔. เจ้าภาพไม่ควรอิ่มก่อนแขก
๑๕. แขกไม่ควรติรสอาหารต่อหน้าเจ้าภาพ
๑๖. ไม่ควรลุกจากโต๊ะอาหารก่อนผู้มีอาวุโสในโต๊ะ

ศาสนพิธี
๑. พิธีบรรพชา
บรรพชาคือการบวชเณร ผู้บวชต้องมีอายุ ๗ ปีขึ้นไป, ไม่แก่เกิน, พ่อแม่อนุญาต,ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง,ไม่พิการ,และมีจิตใจเลื่อมใสเป็นต้น ซึ่งการบวชเณรนั้นสามเณรจะต้องโกนหัวนำผ้าจีวรเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วรับไตรสรณาคมน์(การถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นมารพึ่ง) และรับศีล ๑๐ ซึ่งก็คือ ศีล ๕ และรวมทั้งห้ามนอนบนที่นอนหนาๆ,ห้ามกินข้าวเย็น, ห้ามร้องเพลงและดูการเล่น,ห้ามประดับ ทาแป้งพรมน้ำหอม,ห้ามรับเงินทอง โดยหน้าที่ของสามเณรก็คือรับใช้พระและเล่าเรียน, ปฏิบัติสมาธิ, เจริญภาวณา

๑. พิธีอุปสมบท

พิธีอุปสมบทคือการบวชเป็นพระภิกษุ ซึ่งผู้บวชจะต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไป ,ไม่มีหนี้สิน,ไม่มีคดีความ,ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง,ไม่พิการ,พ่อแม่อนุญาตไม่ทำผิดต่อศาสนาอย่างร้ายแรงมาก่อน,และมีบาตร จีวร บริขารครบ แล้วไปทำพิธีบวชต่อพระอุปัชฌาย์ในโบสถ์ โดยถือศีล ๒๒๗ ข้อ

๒. พิธีทอดกฐิน

กฐินแปลว่า ไม้สะดึง หรือโครงไม้สำหรับขึงเย็บจีวร ซึ่งสมัยก่อนเมื่ออกพรรษาแล้วแล้วจะมีโยมเอาผ้าขาวมาถวาย แล้วพระจะช่วยกันตัดเย็บและย้อมให้เสร็จภายในวัยเดียว แล้วทำพิธีกราลกฐิน คือคัดเลือกภิกษุผู้มีจีวนเก่าที่สุดแล้วยกจีวรที่ตัดเย็บใหม่นั้นให้ ซึ่งกำหนดการทอดกฐินก็คือช่วง ๑ เดือนหลังออกพรรษา แต่สมัยนี้ญาติโยมจะเอาผ้าที่ตัดเย็บเรียบร้อยแล้วมาทอดวางถวายที่เรียกว่าการทอดกฐิน

๔. พิธีทอดผ้าป่า

ผ้าป่า หมายถึง ผ้าบังสุกุล หรือผ้าที่ชาวบ้านเขาทิ้งแล้ว คือสมัยก่อนผ้าที่จะนำมาใช้เย็บทำผ้านุ่งผ้าห่มนั้นหายยาก พระภิกษุจึงต้องไปเก็บเอาเศษผ้าหรือผ้าห่มศพ หรือผ้าที่ชาวบ้านเขาทิ้งแล้วมาซักมา มาตัด มาเย็บ มาย้อมทำผ้านุ่ง ผ้าห่ม ซึ่งชาวบ้านสงสารจึงเอาผ้ามาแขวนทิ้งไว้ตามกิ่งไม้เพื่อให้พระมาเก็บเอาไป จึงนิยมเรียกว่าผ้าป่า แต่สมัยนี้นิยมเอาผ้ามาทอดถวายถึงวัด จึงเรียกว่าทอดผ้าป่า ซึ่งการทอดผ้าป่านี้ทอดได้ทั้งปีไม่มีกำหนด

๕.

จบบทที่ ๕
บทที่ ๖ คุณธรรมประจำใจ
๑. ประโยชน์ในปัจจุบัน
ผู้ที่ปรารถนาประโยชน์สุขในปัจจุบันจะต้องปฏิบัติตามหลักต่อไปนี้
๑. รู้จักแสวงหาทรัพย์ด้วยความขยันอดทน
๒. รู้จักดูแลรักษาทรัพย์ด้วยความรอบครอบ
๓. รู้จักคบเพื่อนที่ดีมีคุณธรรม
๔. รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์

๒. ประโยชน์ในอนาคต

ผู้ที่ปรารถนาประโยชน์สุขในอนาคตจะต้องปฏิบัติดังนี้
๑. มีความเชื่อในสิ่งที่ดีงามถูกต้อง
๒. มีศีลสมบูรณ์
๓. มีการเสียสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีออกไป
๔. มีปัญญารอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้

๓. มิตตปฏิรูป คือ มิตร เทียม ๔ จำพวก อันได้แก่

๑. คนปอกลอก
๒. คนดีแต่พูด
๓. คนหัวประจบ
๔. คนชักชวนไปในทางฉิบหาย

๓.๑ คนปอกลอก มีลักษณะดังนี้

๑. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
๒. เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก
๓. เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน
๔. คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์แก่ตัว

๓.๒ คนดีแต่พูด มีลักษณะดังนี้

๑. เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย
๒. อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย
๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้
๔. ออกปากพึ่งไม่ได้

๓.๓. คนหัวประจบ มีลักษณะดังนี้

๑. จะทำชั่วก็คล้อยตาม
๒. จะทำดีก็คล้อยตาม
๓. ต่อหน้าว่าสรรเสริญ
๔. ลับหลังตั้งนินทา

๓.๔ คนชักชวนไปในทางฉิบหาย มีลักษณะดังนี้

๑. ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน
๓. ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น
๔. ชักชวนเล่นการพนัน

๔. มิตรแท้ ๔ จำพวกที่ควรคบได้แก่

๑. มิตรมีอุปการะ
๒. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข
๓. มิตรแนะประโยชน์
๔. มิตรมีความรักใคร่

๔.๑ มิตรมีอุปการะ มีลักษณะดังนี้

๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๒. ป้องกันทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้
๔. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก

๔.๒ มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มีลักษณะดังนี้

๑. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
๒. ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย
๓. ไม่ละทิ้งยามวิบัติ
๔. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้

๔.๓ มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะดังนี้

๑. ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔. บอกทางสวรรค์ให้

๔.๔ มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะดังนี้

๑. ทุกข์ๆด้วย
๒. สุขๆด้วย
๓. โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน
๔. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน

๕. คารวะ ๖

คารวะ หมายถึง การมองเห็นความสำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้นด้วยความเหมาะสมถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่ควรคารวะมีอยู่ ๖ ประการอันได้แก่
๓. ความเคารพในพระพุทธเจ้า คือเคารพพระพุทธรูป
๔. เคารพในพระธรรม คือปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัด
๕. เคารพในพระสงฆ์ คือเคารพต่อพระสงฆ์
๖. เคารพในการศึกษา คือศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งใจ
๗. เคารพในความไม่ประมาท คือใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
๘. เคารพในการปฏิสันถาร คือยินดีในการต้อนรับผู้อื่น

๖. บุญกิริยาวัตถุ ๑๐

บุญกิริยาวัตถุ หมายถึง ที่ตั้งของบุญ หรือ หลักการสร้างความสุขใจอิ่มใจ ซึ่งสามารถแยกออกได้ ๑๐ ประการอันได้แก่
๑. บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวณา
๔. บุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
๕. บุญสำเร็จด้วยการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม
๖. บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
๗. บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐. บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้อง

จบบทที่ ๖
บทที่ ๗ พระสงฆ์และการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อพระสงฆ์
๑. หน้าที่ของพระสงฆ์
หลักความประพฤติใหญ่ๆของพระสงฆ์แยกได้ ๒ ประเภท คือ
๑. นิสสัย ๔ หมายถึง ข้อควรปฏิบัติ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. ถือบิณฑบาต
๒. อยู่โคนไม้
๓. ถือผ้าบังสุกุล(ผ้าที่ชาวบ้านทิ้งแล้ว)
๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า
นิสสัย ๔ นี้เป็นการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานของภิกษุ แต่ถ้ามีปัจจัย ๔ ที่ดีขึ้นกว่านี้ก็อนุญาตให้รับได้
๒. อกรณียกิจ ๔ ข้อไม่ควรกระทำ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. ไม่เสพเมถุน(ร่วมเพศ)
๒. ไม่ลักทรัพย์
๓. ไม่ฆ่ามนุษย์
๔.ไม่อวดคุณวิเศษ(เป็นพระอริยบุคคลลแะการบรรลุฌาน)ที่ไม่มีในตน
อกรณียกิจ ๔ นี้ภิกษุห้ามกระทำเด็ดขาด ถ้าล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่งจะขาดจากความเป็นภิกษุทันที ถึงแม้จะกลับมาบวชใหม่ก็ไม่ถือว่าเป็นภิกษุได้อีก ๒. ศีลของภิกษุ
วินัย หรือศีลของภิกษุนี้มีหลายระดับคือ
๑. ศีลระดับพื้นฐาน ซึ่งได้แก่ อกรณียกิจ ๔ ถ้าล่วงละเมิดจะขาดจากความเป็นภิกษุทันที(อาบัติปาราชิก)
๒. ศีลระดับกลาง ซึ่งได้ข้อห้าม ๑๓ ประการ เช่น ห้ามเตะต้องกายหญิง ห้ามทำอสุจิเคลื่อน ห้ามเกี้ยวหญิง
ห้ามโกหกว่าภิกษุอื่นอาบัติปาราชิก เป็นต้น ถ้าล่วงละเมิดจะต้องอยู่ปริวาส(กักกันสถานที่เพื่ออบรม)
๓. ศีลระดับสูง ซึ่งเป็นข้อห้ามไม่ให้ปฏิบัติในเรื่องที่ไม่เหมาะสมมากมาย (๑๐๐กว่าข้อ) ถ้าล่วงละเมิดจะต้องประเจนความผิดของตนเองแก่ภิกษุที่บริสุทธิ์
๔. ศีลระดับละเอียด ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับกิริยามารยาทที่ดี (๑๐๐ กว่าข้อ)ถ้าล่วงละเมิดก็ปฏิบัติเหมือนศีลระดับสูง
ศีลของภิกษุนี้ยิ่งปฏิบัติได้มากเท่าไรก็จะทำให้จิตมีความปกติมากเท่านั้น อันจะส่งผลให้สามารถฝึกฝนสามาธิได้ดี และทำให้เกิดปัญญามากขึ้น อันจะทำให้มีความทุกข์ลดน้อยลง และมีนิพพาน(ความสงบเย็น)ในชีวิตมากขึ้น.

๓. บทบาทพระสงฆ์ในการพัฒนาสังคม

พระสงฆ์มีบทบาทในการพัฒนาสังคม ๒ ด้าน คือ
๑. ด้านจิตใจ ซึ่งเป็นหน้าที่หลัก อันได้แก่การสั่งสอนผู้คนให้เป็นคนดีด้วยการเทศน์สอน หรือเขียนบทความ เขียนหนังสือ หรือจัดตั้งโรงเรียนสอนธรรมะ หรือตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรม เป็นต้น
๒. ด้านวัตถุ ซึ่งเป็นหน้าที่รอง โดยเน้นไปที่การเป็นผู้นำทางความคิด และคอยช่วยเหลือเท่านั้น จะไม่ลงมือปฏิบัติเอง ซึ่งได้แก่การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถานศึกษา ,มีการสร้างสาธารณูประโภค ด้านสาธารณสุข และด้านเศรษฐกิจ

๔. การปฏิบัติที่เหมาะสมต่อพระสงฆ์
การปฏิบัติที่เหมาะสมต่อพระสงฆ์ที่สำคัญก็คือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน เช่น
๑. งดเว้นการทำชั่ว หรือมีศีล ๕
๒. งดเว้นอบายมุขทั้งหลาย
๓. ไม่มีอคติ(ความลำเอียง)
๔. ละเว้นมิตรเทียม คบแต่มิตรแท้
๕. ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง(ตามหลักทิศ ๖)
๖. ทำงานโดยสุจริต
๗. รู้จักเสียสละช่วยเหลือสังคม

จบบทที่ ๗
บทที่ ๘ การฝึกสมาธิ
๑. สมาธิ ๒ ประเภท
สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่น หรือหมายถึงความตั้งใจ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่
๑. สมาธิใช้งาน ซึ่งก็คือความตั้งใจตามธรรมดา
๒. สมาธิขั้นสูง ซึ่งก็คือความตั้งใจที่สูงมาก
ขณะที่เราตั้งใจเรียน หรือตั้งใจฟัง ตั้งใจพูด ตั้งใจคิดอยู่นั้น เราก็มีสมาธิขั้นใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งสมาธิใช้งานนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเรียน หรือการทำงานทั้งหลาย
ส่วนสมาธิขั้นสูงนั้นเป็นการฝึกจิตให้ตั้งมั่นมากขึ้น(ฌาน) จนนิวรณ์ดับลงสนิท ซึ่งสมาธิขั้นสูงนี้ถ้าฝึกได้สำเร็จจะทำให้เรามีสมาธิใช้งานที่สมบูรณ์.

๒. ลักษณะของสมาธิ

จิตที่มีสมาธิทั้งหลายจะมีอาการโดยสรุป ๓ ประการ อันได้แก่
๑. บริสุทธิ์ คือบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย
๒. ตั้งมั่น คือหนักแน่น มั่นคง เข้มแข็ง ไม่ส่ายซ่าน
๓. สุขม คือมีความ เหมาะสมแก่การงานที่ละเอียดอ่อนทั้งหลาย
สมาธินั้นเมื่อเกิดขึ้นมันจะทำให้กิเลสทั้งหลาย(รวมทั้งนิวรณ์)ระงับดับลง แล้วจิตก็จะบริสุทธิ์ และตั้งมั่น รวมทั้งจิตนี้จะมีความอ่อนโยนเหมาะสมในการทำงานที่ละเอียดอ่อนทั้งหลายได้เป็นอย่างดี.

๓. ศัตรูของสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วครอบงำจิตของเราอยู่เสมอๆ จนทำให้จิตของเราไม่เกิดสมาธินั้นก็คือกิเลสอย่างอ่อนๆที่เรียกว่า นิวรณ์ ที่หมายถึง สิ่งปิดกั้นความดี ซึ่งมีอยู่ ๕ อาการคือ
๑. ความรู้สึกพอใจในเรื่องกามารมณ์(สิ่งน่ายินดีทั้งหลาย)
๒. ความรู้สึกอึดอัดขัดเคืองใจ หรืออาฆาตพยาบาท
๓. ความรู้สึกฟุ้งซ่าน น่ารำคาญใจ
๔. ความรู้สึกหดหู่ เซื่องซึม มึนชา
๕. ความลังเลสงสัยในสิ่งที่เชื่อถือ
ปกติจิตของเราจะมีนิวรณ์เกิดขึ้นมาครอบงำอยู่เกือบจะทั้งวัน จึงทำให้เราเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าใจ, ลืมง่าย, ทำงานก็ไม่ได้ดี, พูดก็หลงๆลืมๆ ซึ่งก็คือทำให้จิตไม่มีสมาธินั่นเอง แล้วก็ส่งผลทำให้จิตของเราไม่สงบเย็น(ไม่นิพพาน) จิตของเราจึงเศร้าหมอง ขุ่นมัว(ความทุกข์อ่อนๆ) และพร้อมที่จะเกิดความทุกข์ที่รุนแรงตามมาได้เสมอ.

๔. การฝึกสมาธิด้วยการเพ่งกสิน

กสิน หมายถึง สิ่งที่ใช้เพ่ง เช่น ไฟ น้ำ ดิน วงสีต่างๆ เป็นต้น ซึ่งในสมัยก่อนพวกฤๅษีที่ทำสมาธิก็นิยมเพ่งสกิน เพราะอาจจะทำได้ง่ายกว่าการทำสมาธิแบบอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจแบบอานาปานสตินี้บางคนอาจจะจับความรู้สึกของลมหายใจได้ยาก แต่ถ้าหันมาเพ่งวัตถุแทนก็อาจจะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งวิธีการฝึกก็คือ
๑. หาสิ่งที่จะใช้เพ่งก่อน เช่นเพ่งน้ำในขัน หรือเพ่งเปลวไฟที่กำลังลุกอยู่
๒. เมื่อได้แล้วก็ให้นั่งมองดูสิ่งนั้นระยะห่างพอมองสะดวก
๓. ให้เพ่งมองกสินที่ใช้เพ่ง พร้อมกับภาวนา(ท่องอยู่ในใจ)ชื่อกสินนั้นไปเรื่อยๆ เช่น น้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ
๔. สักครู่ก็ให้หลับตานึกถึงภาพกสินนั้นพร้อมกับภาวนาชื่อกสินนั้นต่อไปเรื่อยๆ
๕. ให้ลืมตาและหลับตาเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนมองเห็นภาพกสินนั้นในใจ(มโนภาพ)โดยไม่ต้องลืมตา
๖. ต่อจากนั้นก็ให้หลับตาเปลี่ยนมาเพ่งมโนภาพกสินที่เห็นด้วยใจแทน
ให้ฝึกเพ่งเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนสามารถบังคับภาพกสินนั้นได้ก็แสดงว่าจิตมีสมาธิขั้นสูงขึ้นมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่ใช้เพ่งไม่ควรเป็นภาพที่จะทำลายสมาธิ เช่น ภาพเพศตรงข้าม หรือภาพที่มีความหมายชวนให้เกิดความคิด เป็นต้น

จบบทที่ ๘
บทที่ ๙ การพัฒนาปัญญา
๑. ปัญญาคือความรอบรู้
ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ ซึ่งปัญญานี้ก็มีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่
๑. ปัญญาทางโลก คือเป็นความรอบรู้ในเรื่องวิชาการต่างๆของชาวโลก
๒. ปัญญาทางธรรม คือเป็นความรู้เฉพาะในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจ
ปัญญาทางโลกจะช่วยให้เราอยู่รอดในโลกได้อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อน ส่วนปัญญาทางธรรมจะช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้โดยมีความทุกข์น้อยที่สุดได้.

๒. ปัญญาเกิดได้ ๓ ทาง

ปัญญานี้สามารถเกิดขึ้นได้ ๓ ทาง อันได้แก่
๑. จากการฟัง หรืออ่าน
๒. จากการคิดพิจารณา
๓. จากการปฏิบัติ
เมื่อฟังหรืออ่านหนังสือที่มีประโยชน์ ก็เกิดความรอบรู้ที่จำเอามาได้ หรือถ้ารู้จักคิดพิจารณาให้ดี ก็เกิดความรู้ชนิดที่เป็นความเข้าใจได้ และถ้ามีการทดลองปฏิบัติจนบังเกิดผล ก็จะเกิดความรู้สูงสุดชนิดที่เป็นความเห็นแจ้งได้.

๓. หัวใจนักปราชญ์

นักปราชญ์ก็คือผู้ที่รอบรู้แตกฉานในเรื่องต่างๆอย่างมากมาย ซึ่งผู้ที่จะเป็นนักปราชญ์ได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติ ๔ ประการเป็นพื้นฐาน อันได้แก่
๑. สุตะ คือฟัง หรืออ่าน
๒. จิตตะ คือรู้จักคิดพิจารณา
๓. ปุจฉา คือรู้จักสอบถามผู้รู้
๔. ลิขิต คือรู้จักท่องจำหรือจดบันทึก
นักปราชญ์ทั้งหลายต่างก็ต้องฟังหรืออ่านมามาก ต้องรู้จักคิดพิจารณาด้วยเหตุผลอย่างละเอียดรอบครอบ ต้องรู้จักสอบถามผู้ที่รู้มากกว่า และต้องรู้จักท่องจำหรือบันทึกเอาไว้กันลืม ถ้าใครปฏิบัติไม่ครบตามหลัก ๔ ประการนี้ก็เป็นนักปราชญ์ไม่ได้.

๕. การเจริญมรณัสสติ

มรณัสสติ คือ การระลึกถึงความตายที่จะต้องเกิดขึ้นแก่ตนเองและทุกคน โดยเราจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเราและทุกคนจะต้องตาย ไม่มีใครจะดำรงอยู่ตลอดไปได้ บางตายช้า บางคนตายเร็ว บางคนตายตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อความตายมาถึง ไม่มีใครเอาอะไรไปด้วยได้ ทุกอย่างว่างเปล่าไปหมด คนรวยแม้ทรัพย์สักนิดก็เอาไปไม่ได้ แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายก็ซื้อความตายไม่ได้ แม้ความสุขความทุกข์ที่เคยมีมาก็ไม่มีความหมาย
การระลึกถึงความตายอยู่เสมอนี้จะทำให้เราเกิดปัญญาและไม่ประมาท ไม่ทำความชั่ว เพราะซาบซึ้งอยู่ว่าถึงทำไปก็ไม่ได้อะไร เพราะไม่ช้าก็ต้องตาย สู้ทำความดีเอาไว้เพื่อว่าชีวิตที่ยังอยู่จะได้มีความสุข และแม้จะต้องตายจริงก็จะตายอย่างสงบ ส่วนผู้ที่ไม่ระลึกถึงความตายก็มักจะลุ่มหลงในโลก และประมาท ทำความชั่ว แล้วชีวิตก็จะประสบกับความทุกข์ความเดือดร้อน และในที่สุดก็ต้องตายอย่างแสนทรมาน

๖. ปัจจเวกขณะ

ปัจจเวกขณะ หมายถึง การพิจารณาปัจจัย ๔ ที่เราเสพอยู่ทุกวัน เพื่อให้ซาบซึ้งถึงคุณค่าแท้จากการใช้สอยปัจจัย ๔ จะได้ไม่หลงเสพส่วนเกินที่เป็นคุณค่าเทียมจากปัจจัย ๔ อันจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ อันได้แก่
๑. อาหารนั้นให้พิจารณาว่า อาหารนั้นเรากินเพื่อกำจัดความหิว เพื่อให้ร่างกายคงอยู่จะได้ทำหน้าที่ของตนได้ต่อไป และเพื่อไม่เป็นทุกข์ทางกาย ไม่ใช่กิน เพื่อความเอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน เมามัน หรือเพื่อเล่น เพื่อโอ้อวด เพื่อประดับเกียรติ
๒. เสื้อผ้านั้นเราสวมใส่เพื่อป้องกันความหนาว ความร้อน ป้องกันแมลงหรือสัตว์รบกวนและเพื่อปกปิดอวัยวะที่ควรละอาย ไม่ใช่เพื่อความโก้หรู หรือตามแฟชั่นนิยม
๓. ที่อยู่อาศัยนั้นเราอาศัยเพื่อป้องกันแดด ป้องกันฝน ป้องหันลม ป้องกันทรัพย์ และเพื่อความสงบสุขส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อโอ้อวด เพื่อเกียรติ เพื่อแสดงความมีอำนาจหรือร่ำรวย
๔. ยารักษาโรคนั้นเราใช้เพื่อรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว หรือป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอเรื่องทางเพศ หรือเพื่อโอ้อวดว่าร่ำรวย

จบบทที่ ๙
บทที่ ๑๐ การอ่านภาษาบาลี
หลักการอ่านภาษาบาลีมีดังนี้
๑. พยัญชนะตัวใดโดดๆ ไม่มีสระกำกับอยู่ ให้อ่านออกเสียงสระ อะ (ภาษาบาลีไม่มีสระ อะ) เช่น น = นะ
๒. พินธุ ( . ) ที่อยู่ใต้พยัญชนะใด พยัญชนะตัวนั้นจะเป็นตัวสะกดของตัวหน้า เช่น สนฺ = สัน
๓. นฤคหิต ( ํ ) ใช้แทนตัวสะกดแม่กง (ง) เช่น ต ํ = ตัง , ติ ํ = ติง
เช่น นตฺ ถิ สนฺติ ปรมํ สุขํ อ่านว่า นัต-ถิ- สัน-ติ –ปะ-ระ-มัง –สุ-ขัง.
จบบทที่ ๑๐
บทที่ ๑๑ ธรรมะประยุกติ
๑. ธรรมะคือหน้าที่
คำว่า ธรรมะ แปลว่า หน้าที่ ซึ่งหมายถึงหน้าที่ของชีวิตที่จะต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติผิดก็จะเดือดร้อนเป็นทุกข์ ถ้าปฏิบัติถูกต้องสมบูรณ์ก็จะไม่เดือดร้อน และมีทุกข์น้อย ซึ่งธรรมะนี้เองที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาสอนจึงมักเรียก ธรรมะ นี้ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งหน้าที่ของมนุษย์นี้ก็มีอยู่ ๓ ประเภท ได้แก่
๑. หน้าที่ทางกาย คือการรักษาร่างกายไม่ให้เกิดทุกข์ เช่น กินอาหาร, ออกกำลังกาย, รักษาโรค , ประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิต เป็นต้น ถ้าปฏิบัติถูกร่างกายก็จะสุขสบาย และอายุยืน ถ้าปฏิบัติผิด ร่างกายก็จะเจ็บป่วย ไม่สบาย และอายุสั้น
๒. หน้าที่ทางจิต คือการระวังรักษาจิตใจอย่าให้เป็นทุกข์ ซึ่งก็คือการแสวงหาความรู้ในเรื่องการดับทุกข์และฝึกฝนจิตให้มีสมาธิและปัญญาเพื่อใช้ในการดับทุกข์ของจิตใจ ถ้าปฏิบัติถูกจิตก็ไม่มีทุกข์ ถ้าปฏิบัติผิดจิตก็จะเป็นทุกข์.
๓. หน้าที่ทางสังคม คือการ ระวังรักษาครอบครัวและสังคมอย่าให้เดือดร้อน ซึ่งก็คือการปฏิบัติต่อครอบครัวและสังคมอย่างถูกต้อง เช่น ประกอบอาชีพสุจริต, เสียสละเพื่อสังคม, เป็นสามี หรือภรรยาที่ดี, เป็นพ่อบ้าน แม่บ้านที่ดี, เป็นเพื่อนที่ดี, เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ, เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนา , เป็นประชากรที่ดีของโลก เป็นต้น ถ้าปฏิบัติถูกสังคมก็จะสงบสุข โลกมีสันติภาพ แล้วเราก็จะพลอยเป็นสุขด้วย แต่ ถ้าปฏิบัติผิด สังคมก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย โลกจะมีวิกฤติการณ์ แล้วเราเองก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย.

๒. ชีวิตที่มีคุณค่า

มนุษย์ นั้นสมควรที่จะแบ่งช่วงชีวิตออกเป็น ๔ ช่วงคือ
๑. วัยเด็ก คือเป็นช่วงการศึกษาเล่าเรียน ศึกษาหาความรู้ใส่ตนให้มาก(๐-๒๐ปี)
๒. วัยมีคู่ คือเป็นช่วงประกอบหน้าที่การงานเลี้ยงชีวิตและครอบครัว สร้างฐานะให้มั่นคง(๒๐-๕๐ ปี)
๓. วัยฝึกฝน คือเป็นช่วงในการหลีกเร้นเพื่อฝึกฝนจิตให้มีความพร้อม(๕๐-๖๐ ปี)
๔. วัยเสียสละ คือเป็นช่วงสร้างประโยชน์แก่สังคม เช่นสั่งสอน เป็นผู้นำทางจิตใจ เป็นต้น(๖๐ ปีขึ้นไป)

๔. กิเลส ๓

กิเลส หมายถึง สิ่งสกปรก หรือสิ่งทำให้จิตสกปรก ซึ่งมีอยู่ ๓ อาการ อันได้แก่
๑. โลภ คือความอยากได้เอาเข้ามาสู่ตนเอง(ราคะ ความติดใจ)
๒. โกรธ คือความอยากทำร้าย หรือทำลาย หรืออยากผลักออกไปจากตนเอง
๓. โมหะ คือความหลงลังเล หรือโง่ไม่รู้จริง หรือโง่เซ่อ(ทำให้งมงาย หรือหลงผิด)
ตามปกติจิตที่ขาดสติปัญญา และสมาธิ เมื่อได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ให้ความสุข จิตก็จะเกิดความติดใจ(ราคะ) และอยากได้(โลภะ) แต่ถ้าได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ให้ความทุกข์ จิตก็จะเกิดความอยากทำลายหรือหนี(โทสะ) แต่ถ้าได้สัมผัสกับอารมณ์ที่เป็นกลางๆ(ไม่สุขไม่ทุกข์) จิตก็จะเกิดความลังเลใจ หรือเซ่อ – งงอยู่(โมหะ)

๕. โทษจากกิเลส

กิเลสนี้เป็นพฤติกรรมของจิตที่แสดงออกมาแล้วเกิดโทษมากมายดังนี้
๑. เกิดความทุกข์แก่จิตเอง คือจะมีความเร่าร้อนหรือทรมานเมื่อจิตเกิดกิเลสใดๆอยู่(วิบากกรรม)
๒. เกิดความทุกข์แก่ร่างกาย คือจะทำให้ร่างกายไม่สบาย อ่อนแอ ภูมิต้านทานอ่อนแอลง
๒. เกิดโทษจากภายนอก คือทำผิด ทำชั่ว เพราะความโลภ โกรธ หลง แล้วถูกลงโทษ หรือเกิดผลเสียต่างๆตามมา เช่นเกิดความเสียหาย หรือ ถูกหลอก เป็นต้น

๖. อุปกิเลส ๑๖

อุปกิเลส หมายถึง อาการต่างๆของกิเลส ซึ่งกิเลสต้นขั้วนั้นก็คือความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงในจิตใจของคนเรา มันจะแสดงอาการต่างๆออกมามากมาย ซึ่งพอจะสรุปได้ ๑๖ อาการ อันได้แก่
๑. อภิชาวิสมโลภะ คือความโลภมาก อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด
๒. โทสะ คืออยากทำร้ายผู้อื่นด้วยกาย หรือวาจา
๓. โกธะ คือโกรธแผดเผาตนเอง หรืออยากทำร้ายผู้อื่นอยู่ในใจ
๔. อุปนาหะ คือผูกโกรธไว้ หรืออาฆาตพยาบาท
๕. มักขละ คือลบหลู่คุณผู้ที่มีพระคุณหรือผู้ที่สูงกว่า
๖. ปลาสะ คือตีเสมอ หรือยกตัวเทียมท่าน
๗. อิสสา คือริษยา หรืเห็นเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้
๘. มัจฉริยะ คือตระหนี่ ถี่เหนียว
๙. มายา คือมารยา เจ้าเล่ห์ ชอบหลอกลวง
๑๐. สาเถยยะ คือโอ้อวด ชอบอวด
๑๑. ถัมภะ คือหัวดื้อ ดื้อรั้น
๑๒. สารัมภะ คือแข่งดี อยากเอาชนะ
๑๓. มานะ คือถือตัวถือตนว่าดีกว่าผู้อื่น
๑๔. อติมานะ คือดูหมิ่นผู้มีคุณ หรือผู้สูงกว่า
๑๕. มทะ คือมัวเมาลุ่มหลง
๑๖. ปมาทะ คือประมาทเลินเล่อ

๗. อารมณ์ ๓

อารมณ์ หมายถึง สิ่งยึดเหนี่ยวของจิต ซึ่งก็ได้แก่สิ่งที่ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,และใจจะสามารถสัมผัสได้ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะสรุปได้ ๓ ประเภท อันได้แก่
๑. กามารมณ์ คืออารมณ์ที่น่ารักน่าใคร่น่ายินดีอย่างยิ่ง(เช่นเรื่องเพศตรงข้าม)
๒. รูปารมณ์ คืออารมณ์ที่เป็นรูป หรือวัตถุที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์
๓. อรูปารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่มีรูป(เช่นเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง ความเด่นดัง)

๑๓. ความสุข ๓ ประเภท

ความสุขก็คือความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ ซึ่งก็แยกได้ ๓ ประเภท อันได้แก่
๑. กามสุข คือความสุขจากอารมณ์ที่เป็นกามารมณ์
๒. รูปสุข คือความสุขจากอารมณ์ที่เป็นรูป
๓. อรูปาสุข คือความสุขจากอารมณ์ที่เป็นอรูป ความสุขคือสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนทั้งหลายต้องการ ซึ่งก็มาจากเรื่องเพศ, เรื่องวัตถุ,และเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง มนุษย์ทั้งหลายวุ่นวายเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะต้องการความสุขทั้ง ๓ นี้ทั้งสิ้น

๙. ตัณหา ๓

ตัณหา หมายถึง ความอยาก ซึ่งก็คือความอยากด้วยกิเลส ซึ่งมีอยู่ ๓ ประการ อันได้แก่
๑. กามตัณหา คืออยากได้ในสิ่งที่น่าพึงพอใจทั้งหลาย(โลภะ)
๒. ภวตัณหา คืออยากเป็นอยู่ในสภาพที่น่าพอใจ(ราคะ)
๓. วิภวตัณหา คืออยากหนีจากสภาพที่ไม่น่าพอใจ(โทสะ)
การมองกิเลสว่าเป็นตัณหานี้เป็นการมองว่าเป็นต้นเหตุของความทุกข์ตามหลักของอริยสัจ ๔ คือเมื่อจิตเกิดตัณหา มันก็จะเกิดความยึดมั่นถือมั่นแล้วก็เป็นทุกข์ตามมาทันที ถ้าจิตไม่เกิดตัณหา จิตก็จะไม่เกิดความทุกข์ใดๆ(นิพพาน) ๑๐. อนุสัย ๓
อนุสัย หมายถึง ความเคยชินของจิต คือเมื่อจิตของเราเกิดกิเลสใดๆขึ้นมาก็ตาม มันจะเกิดความเคยชินขึ้นมาด้วยเสมอ คือมันจะทำให้เกิดกิเลสนั้นๆขึ้นมาได้ง่ายใจโอกาสต่อไป ยิ่งถ้าเกิดกิเลสบ่อยๆ มันก็จะเกิดความเคยชินมาก และกลายเป็นนิสัยที่เลิกได้ยาก ฝืนได้ยาก อันเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์อย่างมาก ซึ่งอนุสัยนี้ก็แยกได้ดังนี้
๑. กามานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทราคะ โลภะ
๒. ปฏิฆานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทโทสะ
๓. อวิชชานุสัย ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทโมหะ
สรุปได้ว่า นิสัยของคนเรานั้นเกิดมาจากความประพฤติของเราที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่เกิด คนดีก็ได้รับการอบรมให้ทำความดีมามาก คนดีจึงทำความดีได้ง่าย แต่ทำความชั่วได้ยาก ส่วนคนชั่วก็ได้รับการอบรมให้ทำความไม่ดีไว้มาก คนชั่วจึงทำความชั่วได้ง่าย แต่ทำความดีได้ยาก

๑๓. สุคติ-ทุคติ

คติ หมายถึง ทางไปของจิต คือเมื่อจิตทำกรรมใดลงไปจิตก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกรรม ซึ่งแยกได้ดังนี้ ๑. สุคติ คือในทางที่ดี เพราะทำกรรมดี อันได้แก่
๑.๑ สวรรค์(สุขใจ) เพราะทำความดีมากโดยไม่ต้องเหนื่อยกายเช่นคนรวย
๑.๒ มนุษย์(สุขใจปนทุกข์กาย) เพราะทำความดีด้วยใช้กำลังกายแลกเช่นคนจน

๒. ทุคติ คือในทางที่ชั่ว เพราะทำกรรมชั่วตั้งแต่น้อยไปหามาก อันได้แก่

๑.๑ กำเนิดดิรัจฉาน(โง่งมงาย)
๑.๒ อสุรกาย(ผี-ขลาดกลัว)
๑.๓ เปรต(หิวด้วยกิเลส)
๑.๔ นรก(ร้อนใจ)

๑๒. มาร ๕

มาร หมายถึง สิ่งทำลายความดี ซึ่งมีอยู่ ๕ ประการคือ
๑. กิเลสมาร มารคือกิเลส
๒. ขันธมาร มารคือร่างกาย
๓. มัจจุมาร มารคือความตาย
๔. เทวปุตรมาร มารคือความติดในความสุข
๕. อภิสังขารมาร มารคืออภสังขาร(การปรุงแต่งของกรรมและวิบาก)

๑๓. วัฎฎะสงสาร ๓

วัฎฎะสงสาร หมายถึง การวนเป็นวงกลม ซึ่งเป็นอาการวนเวียนอาการ ๓ อาการ อันได้แก่
๑. กิเลสวัฎฎะ การวนของกิเลส
๒. กรรมวัฎฎะ การวนของกรรม
๓. วิบบากวัฎฎะ การวนของวิบาก
คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดกิเลส(โลภ โกรธ หลง) แล้วกิเลสก็จะผลักดันให้ทำกรรมขึ้น(กรรมดี กรรมชั่ว) เมื่อเกิดกรรมก็จะเกิดวิบากหรือผลกรรมขึ้น(สุขใจ ทุกข์ใจ) แล้วผลกรรมนี้ก็จะผลักดันให้เกิดกิเลสใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งนี่คืออาการของจิตที่วนเวียนเกิดกิเลส- กรรม- วิบาก ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่เรื่อยๆไม่รู้จักจบสิ้น แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือความทุกข์.

จบบทที่ ๑๑
บทที่ ๑๒ ศาสนาโลก
ศาสนาฮินดู(พราหมณ์)
๑. กำเนิด
ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาเก่าแก่ของชาวอารยัน กำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียก่อนศาสนาอื่นๆ โดยมีพราหมณ์เป็นผู้สั่งสอนและประกอบพิธีกรรมจึงเรียกกันว่าเป็นศาสนาของพราหมณ์ หรือศาสนาพราหมณ์.

๒. สิ่งเคารพสูงสุด

ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาประเภทเทวนิยมคือเคารพยอมรับเรื่องเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด โดยเทพเจ้า ๓ องค์ที่ชาวฮินดูให้ความเคารพสูงสุดอันได้แก่
๑. พระพรหม ที่เป็นเทพเจ้าผู้สร้างหรือให้กำเนิดทุกสิ่งในเอกภพขึ้นมา
๒. พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ปกป้องรักษา
๓. พระอิศวร หรือพระศิวะ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ทำลาย
เทพเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้รวมเรียกว่า ตรีมูรติ ที่เป็นเทพเจ้าสูงสุด แต่ชาวฮินดูยังนับถือเทพเจ้ารองๆลงมาอีกมากประมาณ ๓๐๐ ล้างองค์.

๓. ศาสดา

ศาสนาฮินดูไม่มีศาสดาเพราะสืบทอดกันมานานจนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สั่งสอนคนแรก แต่มีฤๅษีและพราหมณ์เป็นผู้สั่งสอนและพัฒนาหลักคำสอนสืบต่อกันมาเรื่อยๆ

๔. คัมภีร์

คัมภีร์ของศาสนาฮินดูเก่านั้นมีอยู่ ๔ คัมภีร์คือ
๑. คัมภีร์ฤคเวท เป็นคัมภีร์สำหรับใช้สวดสรรเสริญพระเจ้า
๒. คัมภีร์ยชุรเวท เป็นคัมภีร์รวบรวมบทร้อยกรองใช้ในพิธีบูชายัญในศาสนา
๓. คัมภีร์สามเวท เป็นคัมภีร์รวบรวมบทสวดมนต์สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆของประชาชนทั่วไป
๔. คัมภีร์อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์เวทมนต์คาถา
คัมภีร์เหล่านี้เรียกว่า คัมภีร์พระเวท แต่ตอมาได้เกิดคัมภีร์อุปนิษัทขึ้นอีก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงเรื่องธรรมชาติของจักรวาลและวิญญาณมนุษย์ อันส่งผลกระทบถึงความคิดและการดำเนินชีวิตของชาวอินเดียอย่างมาก.

๕. สรุปหลักคำสอน

คำสอนสำคัญในคัมภีร์อุปนิษัทนั้นสรุปได้ ๕ เรื่องคือ
๑. ปรมาตมัน หรือ พรหม คือวิญญาณหรือตัวตนดั้งเดิม หรือใหญ่ ที่เที่ยงแท้ถาวร เป็นหนึ่งและอมตะ
๒. อาตมัน หรือชีวาตมัน คือส่วนย่อยของปรมาตมันหรือพรหมที่แยกออกมาอยู่ในแต่ละบุคคล
๓. การกลับเข้าไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมได้นั้นคือการพ้นทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
๔. ชีวาตมันจะกลับไปรวมกับปรมาตมันได้นั้น ผู้นั้นจะต้องบำเพ็ญกิริยา และ ประกอบพิธีต่างๆจนบรรลุถึงโมกษะ(หลุดพ้นจากอัตตา) แล้วชีวาตมันก็จะกลับไปรวมกับปรมาตมันได้.
๕. เรื่องกฎแห่งกรรม คือสอนว่ากรรมเป็นเครื่องกำหนดของชีวิตในภพหน้า กล่าวคือใครทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้นในชาติหน้า ซึ่งนี่เป็นจุดที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องชาติก่อน ชาติหน้า เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้นขึ้นมา.

๖. การกลืนพุทธศาสนาของศาสนาฮินดู

คำสอนในคัมภีร์อุปนิษัทนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องวิญญาณเวียนว่ายตายเกิด และเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี สาง เทวดา ต่างๆขึ้นมา รวมทั้งเรื่องอาวตาลของบพระนารายณ์ที่เกิดมาเพื่อช่วยโลก เช่นอวตารมาเป็นพระรามเพื่อฆ่ายักษ์ หรือแม้เรื่องพระนารายณ์อวตารมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อสอนให้คนตกนรกมากๆเพราะสวรรค์เต็มหมดแล้ว เป็นต้น ซึ่งชาวฮินดูหรือผู้ที่ไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องก็จะเชื่อกันว่าพุทธศาสนานั้นแยกออกมาหรือเป็นเพียงสาขาหนึ่งของศาสนาฮินดูเท่านั้น ซึ่งนับว่านี่เป็นอุบายอันแยบยลที่จะกลืนหรือทำลายพุทธศาสนาที่มีอยู่ในอินเดียขณะนั้นให้หายสาบสูญไปได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงมีเรื่องต่างๆของฮินดูอยู่เต็มไปหมดในคำสอนของพุทธศาสนาที่แม้จะสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันก็ตาม.

๗. นิกาย

นิกายใหญ่ๆของศาสนาฮินดูมีอยู่ ๖ นิกายคือ
๑. นิกายไวษณวะ ซึ่งนับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุด
๒. นิกายไศวะ ซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด (พวกนี้เรียกว่าพวกลึงค์ยัติซึ่งนิยมพกลึงค์เล็กๆไว้ที่เอว)
๓. นิกายศักดา ซึ่งพวกนี้นับถือลักษณะสตรีเพศคือนับถือมเหสีของพระวิษณุ คือเจ้าแม่กาลี ใรฝ่ายที่ดุร้าย
๔. นิกายคณพัทยะ ซึ่งนับถือพระคเณศที่มีเศียรเป็นช้าง
๕. นิกายสรภัทธะ ซึ่งนับถือบูชาพระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าสูงสุด
๖. นิกายสมารธะ ซึ่งเป็นนิกายใจกว้างนับถือเทพเจ้าทุกองค์.

๘. จุดหมายสูงสุด

จุดหมายสูงสุดของศาสนาฮินดูก็คือการได้กลับไปรวมอยู่กับพรหมหรือปรมาตมัน ซึ่งไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดให้เป็นทุกข์อีกต่อไป ส่วนจุดหมายรองลงมาก็คือการได้เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์เสพสุขอยู่กับนางฟ้ามากมายนานๆโดยไม่ต้องทำงาน.

๙. ความเชื่อและหลักปฏิบัติ

ชาวอินเดียวจะมีการแบ่งผู้คนออกเป็นพวกๆหรือวรรณะตามความเชื่อจากศาสนาฮินดูคือ
๑. วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะสูงสุด ได้แก่พวกผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ
๒. วรรณะกษัตริย์ ได้แก่พวกกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมือง
๓. วรรณะแพศย์ ได้แก่พวกพ่อค้า ช่างฝีมือ
๔. วรรณะศูทร ได้แก่พวกคนใช้
ชาวอินเดียจะยึดถือเรื่องวรรณะกันมาก ถ้าใครแต่งงานกันต่างวรรณะ ลูกออกมาจะเป็นพวกจัณฑาล ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำสุดที่สังคมรังเกียจ ส่วนวรรณะพราหมณ์ที่ถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดเพราะเขาถือว่าพราหมณ์เกิดมาจากปากพรหม.
หลักปฏิบัติของศาสนาฮินดูนั้นก็มีหลักศีลธรรมอยู่มากมาย แต่เน้นไปที่การบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือ และยังมีความอดทนที่จะรับความทุกข์ยากโดยไม่คิดจะปรับปรุงแก้ไข เพราะถือว่านี่เป็นกรรมของตนหรือเป็นพรหมลิขิตไม่สามารถหลีกหนีได้ ไม่มีใครจะมาช่วยเหลือได้ จึงทำให้เกิดความนิ่งดูดายหรือใจดำไม่ค่อยจะมีใครช่วยเหลือใคร เพราะถือว่าเป็นกรรมของเขาเองที่ทำไว้ในชาติก่อน ส่วนคนที่ไปช่วยก็ช่วยเพราะอยากให้ตนมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้ช่วยเพราะความสงสารอย่างแท้จริง .

๑๐. ประเทศที่นับถือ

ปัจจุบันศาสนาฮินดูจะมีผู้คนนับถือมากเฉพาะในประเทศอินเดีย และยังมีผู้ที่ทรมานร่างกายหรือบำเพ็ญทุกรกิริยาเพื่อให้บรรลุถึงโมกษะอยู่ด้วย แต่ก็มีผู้คนนับถือประปรายอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก และนิยมเรียกกันว่าศาสนาพราหมณ์ ซึ่งแม้พุทธศาสนาในประเทศต่างๆก็มีหลักของศาสนาพราหมณ์ผสมผสานอยู่ด้วยทั้งสิ้น

๑๑. ประเพณี

ศาสนาฮินดูมีประเพณีต่างๆมากมาย ส่วนมากเป็นประเพณีบูชาเทพเจ้า เช่นการฆ่าสัตว์บูชายัญต่อเจ้าแม่กาลี ซึ่งบางครั้งก็มีการฆ่ามนุษย์เพื่อบูชายัญเพราะเชื่อว่าเทพเจ้าจะพอในและดลบันดาลให้ความหายนะหรือโรคระบาดหายไปได้.

๑๒. ผู้สืบทอด

ศาสนาฮินดูจะมีพราหมณ์ เป็นผู้ผูกขาดการประกอบพิธี และทำหน้าที่สั่งสอน และจะมีการเรียนพระเวทหรือศึกษาคัมภีร์พระเวท ถ้าใครเรียนจบถือว่าเก่งมาก จนเกิดประเพณีว่าผู้หญิงจะต้องไปสู่ขอผู้ชายมาแต่งงานเพราะว่าผู้ชายมีค่าสูงส่ง โดยผู้จบพระเวทจะสามารถประกอบพิธีทำให้มีรายได้งาม อย่างเช่นถ้าใครจะให้ญาติที่ตายไปแล้วได้ขึ้นสวรรค์จะต้องนำทรัพย์หรือของมีค่า เช่นโค ข้าวเปลือกมาให้พราหมณ์มากๆ เพื่อพราหมณ์จะได้สวดส่งวิญญาณของญาตินั้นให้ขึ้นสวรรค์ ถ้าใครยากจนก็ไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์ .

๑๓. วันสำคัญ

เช่น วันสงกรานต์ เป็นต้น (ยังไม่มีข้อมูล) ๑๔. สถานที่สำคัญ
สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองพาราณสี ที่ตั้งอยู่ที่ฝั่งของแม่น้ำคงคาที่เรียกว่า กาสี ซึ่งคนที่เคร่งครัดในศาสนาฮินดูทุกคนจะต้องดิ้นรนมาตายที่วงกลมศักดิ์สิทธิ์ที่มีรัศมีประมาณ ๑๐ ไมล์จากจุดศูนย์กลางของตัวเมืองที่เรียกว่าปัญจะโกสี ซึ่งผู้คนจะมาแสวงบุญกันที่นี่ให้มากครั้งเท่าที่จะทำได้ และลงอาบนำในแม่น้ำคงคาที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างบาปได้ ดังนั้นเมื่อมีคนตายจึงนิยมนำมาเผาที่บริเวณนี้และทิ้งศพลงแม่น้ำคงคา จนทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่เศร้าโศกตลอดกาล เพราะมีแต่งานศพและควันลอยโขมงอยู่ตลอดเวลา
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งคือเมืองมธุรา ที่เป็นเมืองสำคัญศักดิ์สิทธิ์ของนิกายไวษวะที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม้น้ำยมนา ที่ถือว่าเป็นบ้านเกิดของพระกฤษณะ เมื่อถึงเทศกาลจะมีนักแสวงบุญมาที่เมืองนี้และมีพิธีฟ้อนรำให้เกียรติแก่พระกฤษณะ ซึ่งนอกจากสถานที่สำคัญทั้งสองแห่งนี้แล้วยังมีศูนย์กลางทางศาสนาอีกหลายแห่ง.

จบบทที่ ๑๒
| NEXT|