Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web
หลักสูตรมัธยมศึกษาปีที่ ๕

บทที่ ๑
หลักพุทธศาสนาโดยสรุป
หลักความเชื่อ
๑. ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือจะสอนให้ผู้นับถือมีปัญญาอย่างแท้จริง
๒. เชื่อถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาคริสต์
๓. เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ คือเชื่อว่าชีวิตไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้
๔. เชื่อความจริง คือเชื่อสิ่งที่ได้พิสูจน์จนเห็นจริงแล้วเท่านั้น
๕. เชื่อกรรม คือ เชื่อว่าเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนา มันย่อมมีผลต่อจิตใจเสมอ
๖. เชื่อความเพียร คือ เชื่อว่าเมื่อมีความพยายามอย่างถูกต้อง ย่อมจะประสบผลสำเร็จได้
๗. ไม่เชื่อจากเขาว่ามา คือไม่เชื่อจากผู้อื่นบอกกล่าวมา ไม่ว่าจะกรณีใด
๘. ไม่มีการบังคับให้เชื่อ คือจะให้อิสระแก่ผู้ที่นับถืออย่างเต็มที่
๙. ไม่เชื่อเรื่องงมงาย เช่น เรื่องไสยศาสตร์,สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,ดวงชะตา,โชค, ลาง, ผี, เทวดา เป็นต้น
๑๐. ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน คือพุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น
หลักคำสอน
๑. สอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ และจะดับหายไปเมื่อเหตุของมันดับลง
๒. สอนว่าจิตสำคัญที่สุด คือจะให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่าวัตถุ
๓. สอนให้พึ่งตนเอง คือไม่สอนให้อ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือใครมาช่วย
๔. สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เป็นศัตรูกับใคร
๕. สอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย งดเว้นอบายมุข สิ่งเสพติด และสิ่งฟุ่มเฟือย
๖. สอนให้มีสติ อย่าประมาท ให้หมั่นฝึกฝนสมาธิ และอบรมปัญญาอยู่เสมอ
๗. สอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย เพื่อที่จิตจะได้นิพพาน
๘. สอนว่า นิพพาน คือความสงบเย็นของจิตใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลส
๙. สอนให้ละเว้นความชั่ว แล้วทำแต่ความดี รวมทั้งทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส
๑๐. สอนว่า นรก คือ ร้อนใจ , สวรรค์ คือ อิ่มใจ ในขณะที่กำลังทำความชั่วและความดีอยู่
จบบทที่ ๑
บทที่ ๒ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา
๑. พุทธศาสนาคืออะไร?
พุทธะ แปลว่า รู้ ,ตื่น, เบิกบาน หรือ หมายถึง ผู้รู้, ผู้ตื่น,ผู้เบิกบาน
ศาสนา แปลว่า คำสอน
พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ๒. ใครคือศาสดา?
ศาสดา แปลว่า ผู้สอน หรือ ผู้ที่เริ่มนำหลักคำสอนมาสอนแก่ผู้คน
พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ หรือผู้รู้สูงสุดที่ไม่มีใครเทียบเท่า ซึ่งพระพุทธเจ้าคือศาสดาของพุทธศาสนา. ๓. กำเนิดที่ใด?
พุทธศาสนาเกิดขึ้น ณ ประเทศอินเดีย ก่อนคริสต์ศาสนา ๕๔๓ ปี โดยจะมีศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนา เก่าแก่ที่ชาวอินเดียนับถือกันอยู่ก่อนมาช้านานแล้ว. ๔. สิ่งสูงสุดคืออะไร?
ศาสนาในโลกแบ่งได้ ๒ ประเภท คือ
๑. เทวนิยม ประเภทที่ยอมรับนับถือพระเจ้าว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด เช่นศาสนา คริสต์ ศาสนาอิสลาม
๒. อเทวนิยม ประเภทที่ไม่ยอมรับนับถือพระเจ้าว่ามีอำนาจสูงสุด เช่นศาสนาพุทธ ศาสนาไชนะ
สิ่งสูงสุดก็หมายถึง สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลก ในจักรวาล ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมา, ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป, และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแตกดับไป ซึ่งชีวิตของเรานี้เองที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งสูงสุดนี้. ๕. คัมภีร์ชื่ออะไร?
คัมภีร์ คือ ตำรารวบรวมคำสอน ซึ่งพระไตรปิฎกคือตำรารวบรวมคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนาเอาไว้ซึ่งพระไตรปิฎกนี้ก็แยกออกได้ ๓ หมวดหมู่ อันได้แก่
๑. พระวินัยปิฎก (พระวินัย) ซึ่งรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับศีลของภิกษุเอาไว้
๒. พระสุตตันตปิฎก(พระสูตร) ซึ่งรวบรวมธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้
๓. พระอภิธรรมปิฎก (พระอภิธรรม) ซึ่งรวบรวมหลักปรัชญาที่พระสาวกรุ่นหลังๆแต่งขึ้นเอาไว้ ๖. หลักคำสอนโดยสรุปมีว่าอย่างไร?
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสรุปมี ๓ ประการ คือ
๑. สอนให้ละเว้นความชั่วทั้งปวง
๒. สอนให้ทำความดีให้ถึงพร้อม
๓. สอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ขาวรอบ ๗. หลักความเชื่อเป็นอย่างไร?
พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือจะเชื่ออะไรก็ต้องมีปัญญานำหน้าเสมอดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในหลักกาลามสูตร(สูตรที่สอนแก่ชนชาวกาลามะ) ซึ่งมีใจความโดยสรุปดังนี้
๑. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะฟังตามๆกันมา
๒. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะทำตามๆกันมา
๓. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะมีผู้คนเล่าลือกันอยู่
๔. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะมีตำราอ้างอิง
๕. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะมีเหตุผลมารองรับ
๖. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะมีหลักปรัชญามารองรับ
๗. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะสามัญสำนึกของเรายอมรับ
๘. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะมันตรงกับความเห็นเก่าที่เรามีอยู่
๙. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะดูจากภายนอกที่เห็นว่าน่าเชื่อ
๑๐.อย่าเพิ่งด่วนเชื่อเพียงเพราะผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง
เมื่อใดที่เราพิจารณาดูแล้วว่าคำสอนที่ได้รับมานั้นไม่มีโทษ ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าได้ผลจริงจึงค่อยปลงใจเชื่อ แต่ถ้าไม่ได้ผลจริงก็ให้ละทิ้งเสีย
สรุปได้ว่านี่เป็นหลักเดียวกับหลักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่ออะไรงมงาย จะต้องมีการพิสูจน์ทดลองจนบังเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาจริงๆเสียก่อนจึงจะเชื่อ อีกทั้งก็ไม่มีการบังคับให้เชื่ออีกด้วย.

๘. ชนิดของพุทธศาสนา

พุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภท กรรมวาที และวิริยะวาที คือยอมรับเรื่องกรรมว่ามีจริง เมื่อเราทำดีหรือทำชั่ว มันย่อมมีผลทันทีต่อจิตใจของเรา และยอมรับเรื่องความเพียรว่ามีผล ถ้าเรามีความเพียรในการทำสิ่งใด เราก็จะได้รับผลจากสิ่งนั้น ซึ่งนี่เท่ากับเป็นการปฏิเสธเรื่องการดลบันดาลจากผู้วิเศษหรือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆอย่างที่ศาสนาพราหมณ์สอนอยู่
สรุปว่าพุทธศาสนาไม่สอนให้ขอ หรืออ้อนวอน เราต้องพึ่งตนเอง ทำด้วยตนเอง ถ้าทำดี ก็จะเกิดผลดี(สุขใจ) ถ้าทำชั่ว ก็จะเกิดผลชั่ว(ทุกข์ใจ) เมื่อมีความพยายาม ความสำเร็จก็จะตามมา คนที่มัวอ้อนวอนให้ผู้อื่นหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอยู่ ย่อมจะล้าหลัง ตกต่ำ ไม่เจริญ .

๙. หลักการพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

ในส่วนที่สอดคล้องกันก็มี ๒ ด้าน คือ
๑. ด้านความเชื่อ คือจะเชื่อเหตุผลและความจริงที่ปรากฏ ไม่เชื่ออะไรล่วงหน้า หรือเชื่อจากคนอื่น
๒. ด้านความรู้ คือจะต้องมีการทดลองปฏิบัติจนบังเกิดผลขึ้นมาจริง จนเกิดเป็นความรู้แจ้งจากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ ซึ่งไม่มีทางผิดพลาด
ส่วนในด้านที่แตกต่างกันก็คือ
๑. วิทยาศาสตร์มุ่งเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาตินอกตัวซึ่งไม่รู้จบ แต่พุทธศาสนามุ่งเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติภายในตัวเอง ซึ่งรู้จบ
๒. วิทยาศาสตร์มุ่งควบคุมหรือเอาชนะธรรมชาติ แต่พุทธศาสนามุ่งควบคุมหรือเอาชนะกิเลสในจิตใจของตนเอง
๓. วิทยาศาสตร์ยอมรับเรื่องสสาร ไม่ยอมรับเรื่องที่ยังสัมผัสไม่ได้ ส่วนพุทธศาสนายอมรับเรื่องนิพพานที่จิตบริสุทธิ์จากกิเลสเท่านั้นจะสัมผัสได้
๔. วิทยาศาสตร์มุ่งหาความจริงมาตีแผ่โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ส่วนพุทธศาสนามุ่งหาความจริงมาตีแผ่เพื่อให้มนุษย์มีความสงบสุข

๑๐. การคิดตามนัยวิทยาศาสตร์

หลักการคิดแบบวิทยาศาสตร์แยกได้ดังนี้
๑. ตั้งปัญหาให้ชัดเจน
๒. สมมติคำตอบขึ้นมาก่อน
๓. หาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
๔. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบคำตอบ
๕. ถ้าคำตอบถูกต้องก็ตั้งเป็นทฤษฎี ถ้าผิดก็ปรับปรุงหาคำตอบใหม่
๖. นำหลักที่ถูกต้องจากข้อ ๕ ไปปฏิบัติ

๑๑. กระบวนการคิดตามนัยพุทธศาสนา

๑. คิดสืบจากผลไปหาเหตุ ที่สืบต่อกันไปเรื่อยๆเป็นลูกโซ่
๒. คิดสืบแยกองค์ประกอบ ที่เกี่ยวข้องกันไปเป็นกิ่งก้านสาขา
๓. คิดแบบรู้เท่าทันความเป็นธรรมดา ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
๔. คิดแบบอริยสัจ คือคิดหาเหตุแล้วแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
๕. คิดหาคุณและโทษและหาทางออก
๖. คิดแยกคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม
๗. คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม

๑๒. ประโยชน์จากการนับถือพุทธศาสนาคืออะไร?

๑. ระดับปัจเจกบุคคล ก็คือทำให้มีสุขมากขึ้นและมีทุกข์น้อยลงจนถึงไม่มีทุกข์เลยตลอดชีวิต
๒. ระดับสังคมก็คือทำให้สังคมสงบสุข
๓. ระดับโลกก็คือช่วยให้โลกมีสันติภาพ.

๑๓. เค้าโครงพุทธศาสนาเป็นอย่างไร?

พุทธศาสนาประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญ ๓ ประการคือ
๑. ปริยัติ การเรียนรู้หลักคำสอน
๒. ปฏิบัติ การปฏิบัติตามคำสอน
๓. ปฏิเวธ การรับผลจากการปฏิบัติ
การที่จะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาได้นั้นจะต้องมีทั้งการเรียนรู้หลักคำสอนให้ถูกต้อง และมีการปฏิบัติตามคำสอนนั้นอย่างจริงจัง จนได้รับผลที่ปรารถนาจากการปฏิบัติ จึงจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากพุทธศาสนาอย่างแท้จริง.
จบบทที่ ๒
บทที่ ๓ ศีลธรรม
๑.หลักกรรม
กรรม แปลว่า การกระทำด้วยเจตนา หรือเจตนาคือกรรม ซึ่งกรรมนี้มีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่
๑. กรรมชั่ว คือการทำชั่วด้วยเจตนาชั่ว(บาป)
๒. กรรมดี คือการทำดีด้วยเจตนาดี(บุญ)
กรรมชั่วนั้นก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นเหตุให้เกิดขึ้น ส่วนกรรมดีนั้นก็มีความโม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงเป็นเหตุให้เกิดขึ้นเกิด

๒. ประเภทของกรรม

กรรมทั้ง ๒ ประเภทนี้ยังแยกการเกิดได้ ๓ ทาง อันได้แก่
๑. กายกรรม คือการกระทำทางกาย
๒. วจีกรรม คือการกระทำทางวาจา
๓. มโนกรรม คือการกระทำทางใจ
กรรมทั้งหลายเกิดที่ใจ แต่เมื่อสั่งให้กายและวาจากระทำด้วย จึงแยกได้ ๓ ทาง ซึ่งกรรมชั่งทางกาย,วาจา,และใจก็ได้แก่ การทำร้ายสัตว์,การเบียดเบียนทรัพย์ผู้อื่น,การล่วงละเมิดกามารมณ์ของผู้อื่น,การพูดโกหก,การพูดคำหยาบ,การพูดส่อเสียด,การพูดเพ้อเจ้อ,การคิดโลภ,การคิดโกรธ,และการมีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ส่วนกรรมดีทางกาย,วาจา,ใจนั้นก็ตรงข้ามกับกรรมชั่วนั่นเอง

๓. วิบากกรรม

วิบากกรรม แปลว่า ผลจากกรรม ซึ่งผลจากกรรมนี้ก็คือความรู้สึกของจิตใจที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ตามชนิดของกรรมที่กระทำอันได้แก่
๑. กรรมชั่วก็มีวิบากชั่ว ซึ่งก็คือความรู้สึกทุกข์ใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกไม่สบายใจ,ร้อนใจ ไปตามลำดับ
๒. กรรมดีก็มีวิบากดี ซึ่งก็คือความรู้สึกสุขใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกสบายใจ,สุขใจ,อิ่มใจไปตามลำดับ๔. เวลาให้ผล
วิบากกรรมนี้ก็มีเวลาให้ผลอยู่ ๒ ช่วง อันได้แก่
๑. ทันที คือเกิดขึ้นขณะที่กำลังทำอยู่
๒. เวลาต่อมา คือหลังจากทำเสร็จแล้วระยะหนึ่ง

๕. กรรมที่เป็นสัจธรรม

เรื่องกรรมของพุทธศาสนานี้ก็คือการสอนเรื่องจิตสำนึกของมนุษย์เรา คือ
๑. เมื่อเราทำความชั่วใดๆก็ตาม จิตก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมาทันที(ถ้าทุกข์ใจมากก็สมมติเรียกว่านรก) และแม้ทำเสร็จแล้วระยะหนึ่งด้วย
๒. หรือเมื่อเราทำความดีใดๆก็ตาม จิตก็จะเกิดความสุขใจขึ้นมาทันที(ถ้าสุขใจมากก็สมมติเรียกว่าสวรรค์) และแม้ทำเสร็จแล้วระยะหนึ่งด้วย

๖. กรรมที่ไม่ใช่ของพุทธศาสนา

เรื่องกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาตินั้น เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่า เมื่อเราทำกรรมใดไว้ในชาตินี้ จะได้รับผลในของกรรมนั้นในชาติหน้า เช่นถ้าทำชั่วตายไปก็จะตกนรก หรือเกิดมายากจนต่ำต้อย แต่ถ้าทำดีไว้ตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์ หรือเกิดมาร่ำรวยสุขสบาย เป็นต้น ซึ่งหลักนี้ได้แทรกซึมเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้มาช้านานแล้ว จนเราอาจจะเข้าใจผิดกันอยู่ก็ได้

๗. สรุปเรื่องกรรม

สรุปได้ว่า เมื่อเรากระทำสิ่งใดลงไป มันจะมีผล ๒ อย่าง อันได้แก่
๑. ผลทางจิตใจ คือเกิดความรู้สึกสุขใจหรือทุกข์ใจที่เรียกว่าผลกรรม ซึ่งให้ผลแน่นอน
๒. ผลทางสังคม คือเมื่อทำชั่วจะถูกติเตียนหรือลงโทษและ เมื่อทำดีจะได้รับคำชมหรือรางวัล ซึ่งไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนรู้หรือไม่
สรุปได้ว่า เรื่องกรรมของพุทธศาสนาเป็นเรื่องเฉพาะทางจิตใจ ที่เราจะต้องสังเกตจึงจะเข้าใจ ส่วนเรื่องผลภายนอกหรือผลทางสังคมนั้นนั้นพุทธศาสนาไม่สอน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน และใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว.
จบบทที่ ๓
บทที่ ๔ ปรมัตถธรรม

๑. พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

คำสอนของพระพุทธเจ้าก็สรุปได้ ๒ ระดับคือ
๑. ระดับศีลธรรม ซึ่งสอนให้ละเว้นการทำชั่วแล้วสอนให้ทำแต่ความดี
๒. ระดับปรมัตถธรรม(ลึกซึ้งสูงสุด) ซึ่งสอนให้ทำจิตให้บริสุทธิ์

๒. อริยสัจ ๔ หลักในการดับทุกข์

ธรรมะในระดับปรมัตถธรรมนี้ก็สรุปอยู่ที่ อริยสัจ ๔ ที่หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ อันได้แก่
๑. ทุกข์ คือความทุกข์
๒. สมุทัย คือสาเหตุของความทุกข์
๓. นิโรธ คือความดับลงของทุกข์(นิพพาน)
๔. มรรค คือวิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์

๓. ความทุกข์คืออะไร?

ความทุกข์ทั้งหลายนั้นก็สรุปอยู่ในความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่แสดงออกมาเป็นความเศร้าโศก เสียใจ แห้งเหี่ยวใจ จนกระทั่งร้องไห้คร่ำครวญทั้ง

๔. สาเหตุของทุกข์คืออะไร?

สาเหตุของความทุกข์ทั้งหลายนี้จะเกิดจากหรือ “ตัณหา”(หรือบางทีก็เรียกว่า กิเลส) คือ ความอยาก ๓ ประการ อันได้แก่
๑. กามตัณหา คือ ความ อยากได้ในสิ่งที่น่าพึงพอใจทั้งหลาย
๒. ภวตัณหา คือความอยากเป็นอยู่ในสภาพที่น่าพึงพอใจ
๓. วิภวตัณหา คือความไม่อยากได้ ไม่อยากเป็นในสิ่งหรือสภาพที่ไม่น่าพึงพอใจ
สิ่งที่น่าพึงพอใจนี้ก็สรุปอยู่ที่ กาม(เรื่องทางเพศ), กิน(เรื่องวัตถุฟุ่มเฟือย), เกียรติ(เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง) คือเมื่อเราอยากได้ในสิ่งเหล่านี้จิตใจก็จะเป็นทุกข์ หรือเมื่อได้แล้วและอยากจะให้คงอยู่ตลอดไปจิตใจก็จะเป็นทุกข์อีก และแม้เมื่อต้องประสบกับสิ่งหรือสภาพที่ไม่น่าพอใจประการต่างๆจิตใจก็จะเป็นทุกข์อีก.

๕. ความทุกข์ ๒ ประเภท

ความทุกข์นี้ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามีอยู่ ๒ ประเภทคือ
๑. ความทุกข์เปิดเผย ซึ่งก็คือความทรมานใจเมื่อต้องประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจทั้งหลายอยู่หรือกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่(นรก)
๒. ความทุกข์ซ่อนเร้น ซึ่งก็คือความทรมานใจเมื่อต้องประสบกับสิ่งที่น่าพึงพอใจทั้งหลายอยู่ หรือกำลังมีความสุขอย่างยิ่งอยู่(สวรรค์)
ถ้าจะมองอย่างหยาบๆเราก็จะพบแต่ความทุกข์ชนิดเปิดเผยเท่านั้น แต่ถ้าจะมองอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้วเราก็จะพบว่าแม้ขณะที่เรากำลังมีความสุขอยู่นั้น จิตใจมันก็จะมีความเร่าร้อนทรมานอยู่ด้วยอย่างลึกๆด้วย แต่เราก็มักยินดีที่จะมีทุกข์ชนิดนี้กันและมองไม่เห็นว่ามันเป็นความทุกข์ ซึ่งที่จริงมันก็เป็นทุกข์เท่าๆกันนั่นเอง.

๖. ความไม่มีทุกข์คืออะไร?

เมื่อความทุกข์ดับลงก็เรียกว่า นิโรธ และเมื่อเกิดนิโรธจิตก็จะ“นิพพาน” คือ สงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง แจ่มใส สงบเย็น เบาสบาย ที่เรียกว่า “ความไม่มีทุกข์” หรือ “ความพ้นทุกข์”
นิพพานนี้ก็มีทั้งอย่างชั่วคราว(ไม่ถาวร) สำหรับผู้คนทั่วๆไปที่สามารถปฏิบัติได้เป็นครั้งคราว และอย่างถาวรสำหรับพระอริยบุคคลขั้นสูง .

๗. วิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์เป็นอย่างไร?

วิธีปฏิบัติเพื่อให้ความทุกข์นี้ดับลงนั้นเรียกว่า มรรค (หรือ อริยมรรค) ที่หมายถึง หนทางสู่ความไม่มีทุกข์ ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ถึง ๘ ประการอันได้แก่
๑. สัมมาทิฎฐิ คือมีความเห็นถูกต้อง(เห็นอริยสัจ ๔ และเห็นอนัตตา)
๒. สัมมาสังกัปปะ คือมีความดำริถูกต้อง(ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์)
๓. สัมมาวาจา คือมีการพูดจาถูกต้อง(มีศีลทางวาจา)
๔. สัมมากัมมันตะ คือมีการกระทำทางกายถูกต้อง(มีศีลทางกาย)
๕. สัมมาอาชีวะ คือมีการประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิตถูกต้อง(ประกอบอาชีพสุจริต)
๖. สัมมาวายามะ คือมีความเพียรถูกต้อง(เพียรปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์)
๗. สัมมาสติ คือมีการระลึกถูกต้อง(ระลึกอยู่ในหลักอริยสัจ ๔)
๘. สัมมาสมาธิ คือมีสมาธิถูกต้อง(มีจิตตั้งมั่นอยู่ในหลักของมรรค)

๘. สรุปมรรค

องค์ทั่ง ๘ ของมรรคนี้สามารถสรุปลงได้ ๓ ประการ อันได้แก่
๑. ศีล คือ การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย(ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย)
๒. สมาธิ คือการมีจิตที่ตั้งมั่น(บริสุทธิ์, ตั้งมั่น, สุขุม)
๓. ปัญญา คือมีความรอบรู้ในอริยสัจ ๔ โดยสรุปอยู่ที่ความรอบรู้ในเรื่อง อนัตตา(ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง)

๙. กฎไตรลักษณ์

กฎไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะ ๓ ประการของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา อันได้แก่
๑. อนิจจัง คือความไม่เที่ยงแท้ถาวร จะต้องแตกดับอย่างแน่นอนในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว
๒. ทุกขัง คือความต้องทน หรือทนต่อความไม่เที่ยงเอยู่ตลอดเวลา(ความทุกข์)
๓. อนัตตา คือความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง(สร้าง)ขึ้นมาเท่านั้น
ความรู้เรื่องอนัตตานี้จะเป็นความรอบรู้ที่ทำให้จิตปล่อยวางความยึดถือว่ามีตนเองลงได้ และทำให้ตัณหาระงับดับลงได้ ซึ่งความรู้เรื่องอนัตตานี้จะเป็นตัวนำของมรรค ถ้าขาดความรู้เรื่องอนัตตา มรรคที่ถูกต้องก็จะไม่เกิดขึ้นมาได้อย่างแท้จริง และทุกข์ก็จะไม่ดับลงจริง.

๑๐. จิตว่างคือมรรค

ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นี้ สรุปง่ายๆคือมีสมาธิ(จากการฝึกฝนมาก่อน) และมีปัญญา(เรียนรู้เรื่องอนัตตามาก่อน)ยู่เสมอ โดยต้องมีศีลเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเพียงเท่านี้ก็เท่ากับเกิดองค์ประกอบทั้ง ๘ ของมรรคอย่างครบถ้วนแล้ว และเมื่อองค์ประกอบของมรรคเกิดขึ้นพร้อม จิตก็จะว่างจากตัณหาและว่างจากตัวตน แล้วความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับลง.

๑๑. พระอริยบุคคล

พระอริยบุคคล หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐเพราะมีกิเลสน้อย ซึ่งมีอยู่ ๔ ประเภท อันได้แก่
๑. พระโสดาบัน คือผู้ที่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔ แล้วและมีทุกข์ลดลงอย่างมาก
๒. พระสกิทาคามี คือผู้ที่มีทุกข์น้อยลงมาก
๓. พระอนาคามี คือผู้ที่เกือบจะพ้นทุกข์อย่างถาวรแล้ว
๔. พระอรหันต์ คือผู้ที่พ้นทุกข์แล้วอย่างถาวร
พระอริยบุคคลจะต่างกับปุถุชนหรือบุคคลธรรมดาทั่วๆไปคือปุถุชนจะมีความทุกข์ตรมมากมายในชีวิต ส่วนพระอริยบุคคลจะมีทุกข์น้อยลงมาก ตลอดจนไม่มีทุกข์เลยในชีวิต ซึ่งแม้ผู้ที่ไม่ได้บวชก็สามารถเป็นพระอริยบุคคลได้ แต่ถ้าเป็นถึงพระอนาคามีแล้วจะไม่ยินดีในการเสพกามหรืออยู่ในบ้าน จะออกไปเป็นนักบวชอยู่ป่า.
จบบทที่ ๔
บทที่ ๕ คุณธรรมประจำใจ
๑. ธรรมเป็นเครื่องกล้าหาญ
การที่เราจะมีความกล้าหาญ และภาคภูมิใจในตนเอง ไม่อายใครได้นั้นจะต้องมีหลักธรรมดังนี้
๑. มีศรัทธาคือเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
๒. มีศีลบริสุทธิ์
๓. มีการศึกษาพอสมควร
๔. มีความขยันหมั่นเพียร
๕. มีปัญญารอบรู้สิ่งที่ควรรู้

๒. อริยทรัพย์ ๗

ทรัพย์ หมายถึง เครื่องปลื้มใจ ซึ่งมีอยู่ ๒ ชนิดคือทรัพย์ภายนอกอันได้แก่เงินทองเป็นต้น และทรัพย์ภายใน อันได้แก่คุณความดีที่ทำให้มีความปลื้มใจ ภาคภูมิใจ
อริยทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ ซึ่งก็คือทรัพย์ภายใน ซึ่งมีอยู่ ๗ ประการ อันได้แก่
๑. ศรัทธา คือมีความเชื่อในสิ่งดีงาม
๒. ศีล คือมีความประพฤติดี
๓. หิริ คือมีความละอายใจต่อการทำบาป
๔. โอตตัปปะ คือมีความเกรงกลัวต่อผลจากบาป
๕. พาหุสัจจะ คือเรียนรู้และทรงจำศิลปะวิทยามาก
๖. จาคะ คือเสียสละเพื่อผู้อื่น
๗. ปัญญา คือรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้

๓. พละ ๕

ธรรมที่เปรียบเสมือนพลังที่จะนำไปสู่ความสำเร็จให้เร็วยิ่งขึ้นก็ได้แก่
๑. สัทธา คือเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
๒. วิริยะ คือมีความเพียร
๓. สติ คือมีความระลึกได้
๔. สมาธิ คือมีจิตตั้งมั่น
๕. ปัญญา คือมีความรอบรู้

๔. สาราณิยธรรม ๖

หลักธรรมที่จะทำให้เป็นที่รักที่เคารพของผู้อื่น เพื่อความพร้อมเพรียงอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้แก่
๑. มีการกระทำด้วยเมตตาต่อคนรอบข้าง
๒. มีการพูดจาด้วยเมตตาต่อคนรอบข้าง
๓. มีการคิดด้วยเมตตาต่อคนรอบข้าง
๔. แบ่งปันลาภแก่คนรอบข้าง
๕. มีศีลเสมอกันกับคนรอบข้าง
๖. มีความเห็นเหมือนกันกับคนรอบข้าง

๕ . มงคล ๓๘ ประการ

ในสมัยพุทธกาลมีการถกเถียงกันว่าอะไรเป็นมลคล บางคนก็ว่าวัตถุสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นมงคล บางคนก็ว่าเวลานั้นเวลานี้ เป็นมงคล และเมื่อมีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเรื่องสิ่งที่เป็นมงคลตามหลักพุทธศาสนาไว้ ๓๗ ประการ อันได้แก่
๑. การไม่คบคนพาล ๒. การคบบัณฑิต ๓. การบูชาผู้ที่ควรบูชา
๔. อยู่ในประเทศอันควร ๕. เคยทำบุญไว้ในกาลก่อน ๖. ตั้งตนไว้ชอบ
๗. สดับตรับฟังมาก ๘. มีศิลปะ ๙. ศึกษาวินัยดี
๑๐. วาจาสุภาษิต ๑๑. บำรุงบิดามารดา ๑๒. สงเคราะห์บุตรและภรรยา
๑๓. การงานไม่อากูล ๑๔. ให้ทาน ๑๕. ประพฤติธรรม
๑๖. สงเคราะห์ญาติ ๑๗. การงานที่ไม่มีโทษ ๑๘. เว้นจากบาป
๑๙. สำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๒๐. ไม่ประมาทในธรรม ๒๑. อ่อนน้อม
๒๒. เจียมตัว ๒๓. สันโดษ ๒๔. รู้คุณท่าน
๒๕. ฟังธรรมตามกาล ๒๖. อดทน ๒๗. ว่างาย
๒๘. เห็นสมณะ ๒๙. สนทนาธรรมตามกาล ๓๐. ตบะ(ความเพียร)
๓๑. ประพฤติพรหมจรรย์ ๓๒. เห็นอริยสัจ ๓๓. ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
๓๔. จิตไม่หวั่นไหวเมื่อถูกต้องโลกธรรม ๓๕. จิตไม่เศร้าโศก
๓๖. จิตปราศจากธุลี ๓๗. จิตเกษม(ปลอดโปร่งจากกิเลส)

๖. ทิศ ๖

ทิศ ๖ นี้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตของผู้ครองเรือน ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติต่อผู้คนที่เกี่ยวข้องรอบข้างซึ่งก็ได้แก่ ๑. ทิศเบื้องหน้าก็ได้แก่มารดาบิดา ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังนี้
๑. เลี้ยงท่านเมื่อท่านแก่เฒ่า
๒. รับทำกิจการของท่าน
๓. รักษาวงษ์ตระกูล
๔. เป็นคนดีของตระกูล
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศให้ท่าน
เมื่อมารดาบิดาได้รับการปฏิบัติดังนี้แล้วก็ต้องปฏิบัติต่อบุตรดังนี้
๑. ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
๒.ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาหาความรู้
๔. หาภรรยาที่ดีให้
๕. มอบทรัพย์สมบัติให้เมื่อถึงเวลา
๒. ทิศเบื้องขวาก็ได้แก่ครูอาจารย์ ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังนี้
๑. ให้เกียรติท่าน
๒. รับใช้ท่าน
๓. เชื่อฟังท่าน
๔. ช่วยเหลือท่าน
๕. ศึกษาเล่าเรียนด้วยความเคารพ
เมื่อครูอาจารย์ได้รับการปฏิบัติดังนี้แล้ว ก็ต้องปฏิบัติต่อศิษย์ดังนี้
๑. แนะนำสิ่งที่ดีให้
๒. สอนสิ่งที่ดีให้
๓. สอนวิชาการอย่างสิ้นเชิง
๔. ยกย่องให้เพื่อนๆได้รู้
๕. สร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตให้
๓. ทิศเบื้องหลังก็ได้แก่ภรรยา ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังนี้
๑. ยกย่องให้เกียรติ
๒. ไม่ดูหมิ่น
๓. ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ให้เครื่องแต่งตัว
เมื่อภรรยาได้รับการปฏิบัติดังนี้แล้วจะต้องปฏิบัติต่อสามีดังนี้
๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจ
๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้
๕. ขยันไม่เกียจคร้าน
๔. ทิศเบื้องซ้ายก็ได้แก่มิตร ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังนี้
๑. แบ่งปันช่วยเหลือ
๒. พูดจาอ่อนหวาน
๓. ทำประโยชน์ต่อเพื่อน
๔. ปฏิบัติตนเสมอกัน
๕. พูดแต่ความจริงต่อเพื่อน
เมื่อมิตรได้รับการปฏิบัติดังนี้แล้วจะต้องปฏิบัติต่อมิตรที่ดีดังนี้
๑. รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
๒. รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมีภัยเอาเป็นที่พึ่งได้
๔. ไม่ละทิ้งยามเดือดร้อน
๕. นับถือถึงวงศ์ของมิตร
๕. ทิศเบื้องต่ำก็ได้แก่คนรับใช้ ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังนี้
๑. แบ่งงานให้ตามความเหามะสม
๒. ให้อาหารและรางวัล
๓. รักษาพยาบาลยามเจ็บไข้
๔. แจกอาหารมีรสแปลกให้กิน
๕. เมื่อถึงเวลาก็ปล่อยให้เป็นอิสระ
เมื่อคนรับใช้ได้รับการปฏิบัติดังนี้แล้วจะต้องปฏิบัติตอบดังนี้
๑. เข้าทำงานก่อนนาย
๒. เลิกงานทีหลังนาย
๓. เอาแต่ของที่นายให้
๔. ทำการงานให้ดีขึ้น
๕. ยกย่องสรรเสริญนายในที่ต่างๆ
๖. ทิศเบื้องบนก็ได้แก่สมณะนักบวช ซึ่งมีหลักปฏิบัติดังนี้
๑. ทำอะไรๆด้วยเมตตา
๒. พูดอะไรๆด้วยเมตตา
๓. คิดอะไรๆด้วยเมตตา
๔. ไม่ห้ามเข้าบ้านเรือน
๕. ช่วยเหลือด้วยปัจจัย ๔
เมื่อได้รับการปฏิบัติดังนี้แล้ว สมณะนักบวชพึงปฏิบัติตอบดังนี้
๑. สอนไม่ให้ทำความชั่ว
๒. สอนให้ทำความดี
๓. ช่วยเหลือด้วยน้ำใจอันงาม
๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๕. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง
จบบทที่ ๕
บทที่ ๖ การอ่านภาษาบาลี
หลักการอ่านภาษาบาลีมีดังนี้
๑. พยัญชนะตัวใดโดๆ ไม่มีสระกำกับอยู่ ให้อ่านออกเสียงสระ อะ (ภาษาบาลีไม่มีสระ อะ) เช่น น = นะ
๒. พินธุ ( . ) ที่อยู่ใต้พยัญชนะใด พยัญชนะตัวนั้นจะเป็นตัวสะกดของตัวหน้า เช่น สนฺ = สัน
๓. นฤคหิต ( ํ ) ใช้แทนตัวสะกดแม่กง (ง) เช่น ต ํ = ตัง , ติ ํ = ติง
เช่น นตฺ ถิ สนฺติ ปรมํ สุขํ อ่านว่า นัตถิ สันติ ปะระมัง สุขัง.
ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจารโคจโร. มีมิตรเลวมีเพื่อนเลว ย่อมมีมารยาทและที่เที่ยวเลว.
จบบทที่ ๖
บทที่ ๗ ธรรมประยุกติ

๑. อธิปไตย ๓

ธรรมชาติของมนุษย์จะมีความเห็นและความเชื่อจากลักษณะ ๓ ประการนี้คือ
๑. อัตตาธิปไตย คือมีตนเป็นใหญ่
๒. โลกาธิปไตย คือมีโลกเป็นใหญ่
๓. ธรรมาธิปไตย คือมีธรรมะเป็นใหญ่
อัตตาธิปไตยก็คือเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ เชื่อมั่นตนเอง ส่วนโลกาธิปไตยก็คือเชื่อตามชาวโลก หรือตามคนอื่น ซึ่งทั้งสองนี้ก็มีทางที่จะเป็นความเห็นหรือความเชื่อที่ผิดได้ จะต้องเป็นธรรมาธิปไตย คือเชื่อตามหลักความจริงที่ปรากฏ จึงจะเป็นความเห็นที่ถูกต้อง

๒. กำลัง ๘

พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงเรื่องสิ่งที่มีกำลังในการเอาชนะไว้ดังนี้
๑. เด็กมีการร้องไห้เป็นกำลัง
๒. สตรีมีความโกรธเป็นกำลัง
๓. โจรมีอาวุธเป็นกำลัง
๔. พระราชามีอิสริยะ(ความเป็นใหญ่)เป็นกำลัง
๕. คนพาลมีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง
๖. บัณฑิตมีการเพ่งโทษตนเองเป็นกำลัง
๗. ผู้สดับมากมีการพิจารณาเป็นกำลัง
๘. สมณะพราหมณ์มีขันติเป็นกำลัง

๓. วาจาสุภาษิต

หลักในการพูดนั้นพระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้ดังนี้
๑. คำพูดใดไม่จริง ไม่แท้และไม่เป็นประโยชน์ ไม่ควรพูด
๒. คำพูดใด ไม่จริง ไม่แท้ แต่เป็นที่รักที่พอใจของผู้ฟัง ก็ไม่ควรพูด
๓. คำพูดใด จริงแท้ แต่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรพูด
๔. คำพูดใดจริงแท้และเป็นประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รักของผู้ฟัง จะต้องรู้เวลาที่จะพูด
๕. คำพูดใดจริงแท้และเป็นประโยชน์ และเป็นที่รักที่พอใจของผู้ฟังจึงสมควรพูด

๔. การปฏิบัติเกี่ยวกับเวลา

บุคคลทั่วไปนั้นมักจะเฝ้าอาลัยอาวรณ์กับอดีต และวิตกกังวลกับอนาคต แต่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า
๑. อย่าอาลัยอาวรณ์กับอดีต เพราะมันไม่สามารถย้อนกลับมาได้
๒. และอย่าวิตกกังวลกับอนาคต เพราะมันยังมาไม่ถึง
๓. จงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วอนาคตจะจัดตัวของมันเอง

๕. สิ่งที่ควรพิจารณาเนืองๆ

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราหมั่นพิจารณาตนเองอยู่เสมอๆว่า
๑. วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?
๒. เมื่อเราทำสิ่งใดไว้เราย่อมจะได้รับผลจากการกระทำนั้น
๓. เรามีคุณความดีอะไรที่จะเอาไว้อวดคนอื่นบ้างหรือไม่?
๔. เรามีอะไรที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นบ้างหรือไม่?

๖. ผู้พูดปดทั้งๆที่รู้

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า “ผู้ที่ยังพูดโกหกอยู่ทั่งๆที่รู้ การที่จะไม่ทำความชั่วอื่นอีกเป็นไม่มี” คือคนที่ชอบพูดโกหกนั้น เขาย่อมพูดเพื่อเอาตัวรอด หรือเพื่อประโยชน์แก่ตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น ดังนั้นการพูดโกหก จึงเป็นเครื่องชี้ว่าคนพูดนั้นมีการทำสิ่งที่ไม่ดีงาม(ชั่ว)เอาไว้ หรือจะมีการทำสิ่งที่ไม่ดีงาม(ชั่ว)อีกอย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้นเราจึงควรระมัดระวังคนเหล่านี้ให้ดี.

๗. การศึกษาให้แจ่มแจ้ง

ในการศึกษาสิ่งใดนั้น เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งหลักในการศึกษานั้นก็คือ เราจะต้อง ศึกษาให้ “ลึกและรอบด้าน” คือศึกษาให้ลึกที่สุด และรอบด้าน หรือศึกษาให้หมดและรวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วย เหมือนกับการศึกษาสระน้ำ ที่ต้องรู้ถึงความลึกและความกว้างของสระน้ำให้หมด จึงจะรู้จักสระน้ำนั้นอย่างแจ่มแจ้งแท้จริง.
จบบทที่ ๗
|NEXT|